ทำความเข้าใจ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" ไทยยังคงอัตราไว้ที่ 7%

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เป็นเพียงภาษากฎหมาย ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภาษีแวต แท้จริงแล้วยังคงภาษีในอัตราร้อยละ 7

สร้างความตกอกตกใจพอสมควร ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ.2560  และคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้ 1. ร้อยละ 6.3 สําหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนําเข้าทุกกรณี 2.ร้อยละ 9 สําหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนําเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 เป็นต้นไปนั้น เกิดความคลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลจะขึ้นภาษีแวต

แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีแวต ตามที่ประกาศนั้นเป็นเพียงภาษากฎหมาย เพราะการจัดเก็บภาษีแวตของราคาสินค้าหรือค่าบริการ ตามพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเพดานอัตราจัดเก็บภาษีแวตสูงสุดไว้ที่อัตราร้อยละ 10 แต่เมื่อคงจัดเก็บภาษีแวตไว้ที่ 7% ทำให้ต้องแบ่งสัดส่วนการคำนวณภาษีแวต

ส่งผลให้การคำนวณอัตราภาษีแวต ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงต้องประกาศลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร จากอัตรา 10% เป็นอัตรา 6.3% เมื่อรวมกับตามพระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534 ประกอบกับพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ.2534 ที่มอบให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีแวตแทนราชการส่วนท้องถิ่น ในอัตรา 1 ใน 9  ของอัตราภาษีที่จัดเก็บ หรือคิดเป็น 0.7% จึงทำให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีแวตอยู่ที่ 7%

ส่วนความเป็นมาของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภาษีแวต ที่เรารู้จักนั้น จะถูกจัดเก็บของราคาสินค้าหรือค่าบริการ  โดยกระทรวงการคลังมอบให้กรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บ ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2535 โดยจัดเก็บจริงใช้ภาษีแวตร้อยละ 7 แต่ปี 2540 จนถึง 31 มี.ค. 2542 ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ไอเอ็มเอฟ เสนอให้ปรับขึ้นภาษีแวต เป็นร้อยละ 10 

แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2542 ตั้งวันที่ 1 เม.ย. 2542 ปรับลดภาษี จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 7 ตามเดิม และตั้งแต่นั้นมา จนถึงปัจจุบัน ก.ย.2561 ทุกรัฐบาลมีมติให้คงภาษีแวตเรื่อยมา ผ่านการตราพระราชกฤษฎีกาลดภาษีแวต ต่ออายุครั้งละ 1-2 ปี แต่หากไม่มีการต่อพรฎ.ลดภาษีแวต ก็จะปรับเป็นร้อยละ 10 ทันที

สาเหตุของการคงอัตราภาษีแวตที่ 7% ถือเป็นการช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชน ให้สามารถมีกำลังซื้อในการจับจ่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน  ด้านคมนาคมขนาดใหญ่สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง อันจะทำให้การบริโภคและการลงทุนของประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงต่อไป ซึ่งการคงแวตต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี แม้จะทำให้ภาครัฐสูญเสียการจัดเก็บรายได้ 232,600 ล้านบาท แต่ก็คุ้มค่าและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

เชื่อว่ายังคงภาษีแวตที่ 7% ไปเรื่อย ๆ เพราะต้องยอมรับว่าไม่มีรัฐบาลใดกล้าเสี่ยงที่จะปรับขึ้น เนื่องจากการปรับเพิ่มภาษีแวต จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทันที โดยเฉพาะระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปจะปรับเพิ่มขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ และอาจทำให้ประชาชนของประเทศที่เป็นผู้บริโภค เกิดการหยุดชะงักไม่กล้าซื้อสินค้าและบริการ ส่งผลให้กระทบต่อการบริโภคและการลงทุนของประเทศ ที่เป็นเครื่องยนต์หลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดับลงทันที 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก กฤตยา สังข์เกษม สาขาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ 27 พฤษภาคม 2557

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ