สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางนิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวกลางที่ประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับเกาหลีหนือ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขอความร่วมมือให้หยุดส่งน้ำมันไปเกาหลีเหนือตั้งแต่ก่อนหน้านี้
สำหรับท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวานนี้เกาหลีเหนือออกมาประกาศว่า บรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ได้แล้ว หลังประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธฮวาซอง-15 ซึ่งเป็นชนิดใหม่ สามารถติดตั้งหัวรบ ยิงไกลได้ทั่วเป้าหมายในสหรัฐฯ และยังสามารถยิงออกจากชั้นบรรยากาศโลกและกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกอีกครั้งโดยไม่ได้รับความเสียหาย
นางเฮลีย์ ระบุว่า เกาหลีเหนือเป็นฝ่ายดึงสหรัฐฯเข้าสู่สงคราม ซึ่งหากเกิดสงครามจริง คณะผู้นำเกาหลีเหนือว่าจะต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป
ด้านทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ ระบุว่า สหรัฐฯและเกาหลีใต้ต้องยุติการซ้อมรบร่วม เพื่อแลกกับการให้เกาหลีเหนือหยุดทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นจากผู้แทนจากจีน
ล่าสุด สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือ ออกมาเผยแพร่ภาพการทดสอบขีปนาวุธเมื่อวานนี้ โดยมีนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุด มาสังเกตการณ์ด้วยตนเอง
“ทรัมป์” ปัดอย่ายุ่ง หลังถูกวิจารณ์รีทวีตคลิปกลุ่มขวาจัด
นอกจากเปิดศึกกับเกาหลีเหนือแล้ว ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มียังวิวาทะเดือดตอบโต้ผู้ที่มาวิจารณ์พฤติกรรมการใช้ทวิตเตอร์ของตนเอง
เหตุเกิดจากที่ทรัมป์ ไปรีทวีตคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาเข้าข่ายส่งเสริมความเกลียดชังชาวมุสลิม จากบัญชีของนางเจย์ดา แฟรนเซน รองหัวหน้ากลุ่มขวาจัดในอังกฤษ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง
โดยหัวหน้าสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม ซึ่งเป็นองค์กรมุสลิมที่มีบทบาทที่สุดในสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า ทั่วโลกต่างจับตาท่าทีของผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ แต่การกระทำของทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าน่าละอาย และแตกต่างจากคุณค่าความเป็นอเมริกันอย่างสิ้นเชิง
ด้านนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ออกมาบอกว่า ถือเป็นเรื่องผิดมหันต์ที่ผู้นำสหรัฐฯส่งเสริมและช่วยเผยแพร่แนวคิดความเกลียดชังแบบนี้ ซึ่งทรัมป์ก็ทวีตข้อความหาทันที โดยบอกว่า อย่ามาสนใจเรื่องของผมเลย ไปให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการก่อการร้ายจากกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาในประเทศจะดีกว่า