วันนี้ (22 ม.ค.61) นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อไม่ให้กระทบกับการส่งออกและการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลัง ได้ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเร่งชำระหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนด ซึ่งทำได้ส่วนหนึ่งแต่ไม่มาก เพราะปัจจุบันประเทศไทยกู้เงินจากต่างประเทศไม่มากนัก โดยเน้นการกู้เงินในประเทศเป็นหลัก เพราะมีสภาพคล่องจำนวนมาก ซึ่งในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ผู้ประกอบการก็ควรต้องมีมาตรการดูแลตัวเอง ด้วยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ด้านนายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ระบุว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากได้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูง อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็เข้ามาดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ที่ 1.5 เปอร์เซ็นต์ คิดว่ามีความเหมาะสมใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ 1.25 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะมีแนวโน้มจะปรับขึ้นในเดือน มี.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งน่าจะทำให้เงินทุนไหลเข้าลดลง และทำให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลง ทั้งนี้ ธปท. ควรมีมาตรการส่งเสริมให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากกว่าที่ทำอยู่ปัจจุบัน เพื่อให้เงินที่ไหลเข้าและไหลออกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารประจำเดือนในวันนี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นที่คณะกรรมการค่าจ้าง เห็นชอบปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอีก 5-22 บาทต่อวัน ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย.นี้ ว่าสมาชิกทั่วประเทศจะมีความเห็นอย่างไร เพื่อที่จะรวบรวมผลกระทบและข้อเสนอแนะยังรัฐบาลต่อไป