เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักโบราณคดีใต้น้ำได้ค้นพบถ้ำใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณคาบสมุทรยูกาตาน (Yucatan) ซึ่งเกิดจากการเชื่อมกันของถ้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ ถ้ำซัก อักตุน (Sac Actun) และถ้ำโดส โอโฆส (Dos Ojos) โดยมีความยาวรวมกันถึง 347 กิโลเมตร
ล่าสุด เมื่อวานนี้ ทีมนักโบราณคดีที่สำรวจถ้ำแห่งนี้ ได้เปิดเผยสิ่งที่ค้นพบภายในถ้ำ ซึ่งประกอบด้วยซากฟอสซิลของสัตว์ เช่น ช้างโบราณ “กอมโฟเธเรส (gomphotheres)” ตัวสลอธและหมียักษ์ รวมถึงโครงกระดูกมนุษย์ และวัตถุโบราณ เช่น ภาชนะเซรามิก รูปสลักบนผนัง และอื่นๆ อีกจำนวนมาก นักโบราณคดีเชื่อว่า ระดับน้ำในถ้ำแห่งนี้น่าจะเพิ่มและลดเป็นช่วงๆ และเป็นแหล่งน้ำในช่วงที่อากาศแล้งจัด จึงทำให้ทั้งสัตว์และมนุษย์ที่เข้ามาในถ้ำแห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่กลับออกไปไม่ได้ และกลายเป็นซากฟอสซิลที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของนักวิทยาศาสตร์ โดยเชื่อว่าสามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคไพลสโตซีน หรือยุคน้ำแข็ง เมื่อ 2 ล้าน 6 แสนปี ถึง 11,700 ปีก่อน
นอกจากนี้ นักโบราณคดียังพบที่บูชาเทพเจ้าสงครามและการค้าของชาวมายา ซึ่งมีบันไดเชื่อมกับทางเข้าที่เป็นหลุมยุบที่อยู่กลางป่าทึบ ซึ่งหลุมที่เชื่อมกับถ้ำแห่งนี้มีอีกหลายร้อยหลุม แต่ละหลุมมีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการประกอบพิธีกรรมคล้ายๆ กัน เนื่องจากชาวมายาโบราณถือว่าถ้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก โดยเฉพาะถ้ำที่นำไปสู่แหล่งน้ำ
นายกิเยร์โม เด อันดา นักโบราณคดีใต้น้ำและหัวหน้าโครงการสำรวจ กล่าวว่า “มีโอกาสน้อยมากที่จะพบถ้ำอื่นๆ ในโลก ที่มีลักษณะเช่นนี้ ที่นี่มีหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก แถมยังถูกรักษาไว้ในสภาพที่ดีเยี่ยมอีกด้วย
การค้นพบครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “กราน อากุยเฟโร มายา” หรือ “GAM” ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการศึกษาและอนุรักษ์แหล่งน้ำใต้ดิน บริเวณคาบสมุทรยูกาตาน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งชาติของเม็กซิโก (INAH)
AFP