เมื่อวันที่ (8 มี.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เครือข่ายเด็ก เยาวชน และสตรี จัดเวทีเสวนา เรื่อง “โศกนาฏกรรมแม่ลูก... บทเรียนและทางออกสังคมไทย” โดยหยิบยกกรณีของแม่อายุ 21 ปี ก่อเหตุผลักลูกชายวัย 2 ขวบจมน้ำเสียชีวิต มาเป็นกรณีศึกษา
นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน และผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ข่าวนี้เป็นสัญญานเตือนภัยสังคมที่เกิดขึ้นซ้ำซากว่า ความคาดหวังต่อเพศหญิง ต่อแม่ ที่ต้องแบกรับภาระตามลำพัง คือแรงกดดัน คือภาวะที่เกินแบกรับไหว และการไม่คาดหวังต่อเพศชาย ต่อผู้เป็นพ่อ จึงเป็นแรงส่งทำให้เกิดเหตุขึ้น ซึ่งน่าเป็นห่วง และหน่วยงานราชการ เอ็นจีโอ สถาบันการศึกษาด้านสังคม จะต้องเร่งหาแนวทางเพื่อรองรับผู้เปราะบางทางสังคม ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย
สอดคล้องกับ นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ นักพัฒนาอิสระ ที่มองว่า เมื่อมีเหตุสะเทือนใจ สังคมก็จะหาคนผิดเพื่อมารับโทษ จึงรุมประนามหญิงอายุ 21 ปีที่ก่อเหตุ การคิดแบบนี้ อาจทำให้เราสบายใจขึ้น แต่จะไม่ถูกนำไปแก้ไขปัญหาเชิงระบบ และสะท้อนสังคมไทยว่าขาดระบบการดูแลช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ในภาวะยากลำบาก เช่น สถานฝากเลี้ยงและดูแลเด็ก รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสนับสนุนเกื้อกูลครอบครัวพ่อแม่วัยรุ่น เพราะก่อนเกิดเหตุรุนแรง เชื่อว่าต้องมีสัญญาณอันตรายมาก่อน
ขณะที่นางสาวอังคณา อินทะสา ฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดข้อมูลสถิติข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในรอบ 3 ได้แก่ ปี 2555 ปี 2557 และปี 2559 พบ เกือบ 600 ข่าว เป็นข่าวที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัว กรณีข่าวการฆ่ากันของคนในครอบครัว และ ร้อยละ 80 เป็นข่าวสามีกระทำต่อภรรยา มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ที่เกิดจากแม่กระทำต่อลูก วิเคราะห์สาเหตุแล้วก็พบว่า เกิดจากภาวะที่ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างยาวนาน จึงพัฒนาไปสู่ภาวะทางจิต อยากขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าใจ ไม่ตีตรา ไม่ทำให้รู้สึกว่า การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นปัญหา ส่วนภาครัฐควรผลักดันให้เกิดช่องทางช่วยเหลือ