กองทัพสหรัฐฯ พร้อมด้วย อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็น 2 ชาติพันธมิตรสำคัญเปิดฉากโจมตีซีเรีย เพื่อป้องปรามไม่ให้รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนอีก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้แถลงเปิดเผยว่าได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีพื้นที่ที่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรีย โดยการโจมตีดังกล่าวเป็นปฏิบัติการร่วมกับกองทัพของอังกฤษและฝรั่งเศส
โดยทรัมป์ ระบุว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยัง ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรีย ที่ชาติตะวันตกเชื่อว่าเป็นผู้สั่งการให้ใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนในเขตที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดในเมืองดูมาร์ ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 คน เนื่องจากถูกสังหารโดยอาวุธเคมี
ขณะที่ นาย เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลของ ประธานาธิบดี อัล อัสซาด ยังไม่หยุดใช้อาวุธเคมี
ส่วนเป้าหมายที่ถูกโจมตีไปแล้วนั้นมี 3 จุดด้วยกัน คือหน่วยงานด้านวิจัยวิทยาศาตร์ในกรุงดามัสกัส ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ คลังเก็บอาวุธเคมีทางตะวันตกของเมืองฮอมส์ คลังเก็บอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธเคมีและศูนย์บัญชาการทางทหาร ซึ่งอยู่ในเมืองฮอมส์เช่นเดียวกัน
ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลซีเรียเปิดเผยว่าหน่วยป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดขีปนาวุธ 13 ลูกที่ยิงมาจากกองทัพพันธมิตรเพื่อโจมตีเป้าหมายทั้งในกรุงดามัสกัสและเมืองฮอมส์
ส่วนท่าทีของรัสเซียซึ่งให้การสนับสนุน ประธานาธิบดี อัล อัสซาด ล่าสุด นาย อนาโตลี แอนโทนอฟ เอกอัคราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าการกระทำของทั้ง 3 ชาติพันธมิตร คือสหรัฐฯ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส เป็นการหยามเกียรติประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูตินผู้นำรัสเซีย พร้อมเตือนชาติพันธมิตรทั้ง 3 ประเทศจะต้องเผชิญกับการตอบโต้จากการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน