โลมาอิรวดี ที่มีลักษณะเด่นคือ หัวมนกลมคล้ายบาตรและปากสั้น เคยแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา จะเหลือให้พบเห็นได้แค่ช่วง 190 กิโลเมตรของแม่น้ำโขง ตั้งแต่ตอนกลางของกัมพูชาไปจนถึงตอนเหนือที่ชายแดนติดกับลาวเท่านั้น
ประชากรโลมาอิรวดีลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการสำรวจครั้งแรกเมื่อปี 1997 โดยลดลงจาก 200 ตัว เหลือ 80 ตัว ในปี 2015 เนื่องจากที่อยู่อาศัยในธรรมชาติถูกทำลายและการทำประมงที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
แต่จากการสำรวจล่าสุดโดยทางการกัมพูชาและองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) พบว่า โลมาอิรวดีในแม่น้ำโขงได้เพิ่มจำนวนขึ้นจาก 80 ตัว เป็น 92 ตัว ในช่วงสองปีที่ผ่านมา รวมถึงลูกโลมา 3 ตัวที่เพิ่งเกิดในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการฟื้นตัวครั้งสำคัญ และสะท้อนให้เห็นว่าโลมาอิรวดีสามารถได้รับการคุ้มครองจนรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ได้
องค์การ WWF ระบุว่าการฟื้นฟูของประชากรโลมาอิรวดีเป็นผลมาจากการทำงานของทีมลาดตระเวนในแม่น้ำโขงและการรื้อถอนอวนกลางตั้งผิดกฎหมายที่วางทิ้งไว้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้โลมาเข้ามาติดและจมน้ำตายได้ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการเรือนำเที่ยวในแม่น้ำโขงเองก็ได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน จากการที่คอยช่วยรายงานการลักลอบล่าหรือวางอวนผิดกฎหมายให้ทางการทราบ
นักอนุรักษ์และเจ้าหน้าที่กัมพูชาเตือนว่าภัยคุกคามโลมาอิรวดียังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงผิดกฎหมายด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การใช้ระเบิด ไฟฟ้าช็อต หรือยาเบื่อ เป็นต้น
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีประชากรโลมาอิรวดีมากที่สุด โดยนอกจากกัมพูชาแล้ว สามารถพบโลมาอิรวดีได้ในแม่น้ำและทะเลสาบของประเทศเมียนมาร์ อินโดนีเซีย อินเดีย รวมถึงไทยด้วย