สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาเหตุที่ ฟอร์บส์ จัดอันดับให้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดประจำปีนี้ มีอยู่หลายเหตุผลด้วยกัน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีโดยไม่มีกำหนด และทฤษฎีทางการเมืองที่เจ้าตัวคิดก็ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นก็ทำให้ สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ประธานเหมา เจ๋อตุง โดยส่วนแชมป์เก่า คือ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ครองอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 สมัยซ้อน ตกไปอยู่อันดับที่สอง ตามด้วยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออยู่อันดับที่ 36 ซึ่ง ฟอร์บส์ ให้เหตุผลว่า แม้ดูเหมือนนายคิมจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ไม่มีใครรู้ว่า เขาต้องแบ่งอำนาจให้กับนายทหารที่ดูแลกองทัพมากน้อยแค่ไหน
ขณะที่คนอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือ ผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ติดอันดับอยู่ใน 75 รวมทั้งสิ้น 3 คนได้แก่นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ อยู่อันดับที่ 61 นายโรดริโก ดูแตร์เต้ ผู้นำฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 69 และประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 74 นอกจากนี้ยังัมีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ติดอันดับอีกเช่น แจ็กหม่าอยู่อันดับที่ 21
สำหรับขั้นตอนในการจัดอันดับนั้น ฟอร์บส์ จะดูที่ตัวบุคคลว่ามีอำนาจตัดสินใจอยู่ในมือมากน้อยแค่ไหน การควบคุมทรัพยากรระบบการเงิน รวมถึงการใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือได้มากน้อยเพียงใด
NICOLAS ASFOURI / AFP