โดยทีมข่าว PPTV ได้ตรวจสอบเอกสารอีกหนึ่งฉบับที่เกี่ยวกับการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า แจ้งขอไปที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อนำเข้าวัตถุอันตราย คือ บริษัท เจ พี เอส เมทัลกรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แจ้งเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2561 ขอนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือเศษ (ไม่รวมเศษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ที่มีส่วนประกอบ ซึ่งได้แก่ ตัวกำเนิดประจุไฟฟ้า และแบตเตอรี่อื่นๆ สวิทซ์ที่มีปรอทเป็นอค์ประกอบในการทำงาน เศษแก้วจากหลอดรังสีแคโทด และแอคดิเวเด็ดกลาสอื่นๆ ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบี หรือที่ปนเปื้อนด้วยแคทเมียม ปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเน็ตไบฟีนิล โดยระบุปริมาณที่ขอ คือ 6 หมื่นเมตริกตัน มาจากฮ่องกง
เมื่อตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของ บริษัท เจ พี เอส เมทัลกรุ๊ป พบว่า มีใบอนุญาต 3 ใบ มี 2 ใน 3 ใบ ตั้งอยู่เลขที่ 99/96 หมู่ที่ 9 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นโรงงานประเภท 106 คือ โรงงานรีไซเคิล และ ประเภท 105 คือโรงงานคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วซึ่งไม่เป็นของเสียอันตราย
ส่วนใบอนุญาตอีก 1 ใบ คือประเภท 60 ประกอบกิจการหลอมหลิออลูมิเนียม ตั้งอยู่เลขที่ 99/99 ในพื้นที่เดียวกัน และน่าสนใจว่า โรงงานนี้ มีที่ตั้ง หมู่ที่ 9 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม เช่นเดียวกับโรงงานที่ถูกตรวจสอบไปก่อนหน้านี้ และพบมีใบอนุญาตประเภท 105 และ 106 รวม 15 ใบ ในรั้วเดียวกัน
ด้าน นายสมนึก จงมีวศิน ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งติดตามปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในภาคตะวันออกมาโดยตลอด ตั้งคำถาม ถึงระบบการตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน เพราะที่ผ่านมาพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการสำแดงเท็จ และการขออนุญาตนำเข้าเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังนำมาสกัดเป็นวัตถุดิบอ่างอื่นได้ แต่กลับไม่ถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เพราะมีค่ากำจัดสูงมาก
ส่วนโรงงานที่นำเข้ามาก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะกำจัด แต่ของเสียที่เหลือเหล่านี้ กลับไม่มีแจ้งอยู่ในระบบ ซึ่งในขณะที่ปัญหาเหล่านี้ยังแก้ไม่ได้ กลับพบว่า การออกใบอนุญาตตั้งโรงงานประเภทนี้ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ที่สำคัญขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่พบ ควรเป็นสินค้าที่เสียแล้ว แต่ทำไมถึงคิดว่าของเหล่านี้เป็นสินค้า ซึ่งประเทศไทย ยังมีปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งยังดูแลไม่ได้การอ้างว่านำเข้ามาสกัดเอาสิ่งมีค่า แต่โรงงานส่วนใหญ่เป็นคนไทยหรือเปล่า หรือถ้าเป็นโรงงานไทย แต่สร้างมลพิษมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ ก็ต้องมีกระบวนการเยียวยา หรือไม่หากทราบว่าเป็นโครงการที่อันตราย ควรมีมีกฎหมายรองรับ และมีความพร้อมของกฎหมายเสียก่อน ที่ผ่านมา พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แม้จะมีการปรับในราคาสูง และมีโทษจำคุก แต่ที่เคยเจอเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล ศาลจะไม่ตัดสินราคาสูงสุด และเกือบจะทั้งหมดไม่ถูกตัดสินโทษจำคุก”
ด้านสำนักข่าว”รอยเตอร์ส”รายงานว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นสถานที่สำหรับทิ้งขยะ”อีเล็กทรอนิกส์” แหล่งใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว หลังตำรวจเข้าตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ภายในท่าเทียบเรือแหลมฉบัง และพบว่าภายในตู้เต็มไปด้วยขยะอีเล็กทรอนิกส์ น้ำหนักรวมกัน 22 ตัน
จากการตรวจสอบพบว่า ที่มาของขยะเหล่านี้มาจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้ เช่นญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีขยะบางส่วนถูกส่งมาจากบริษัท ที่ไม่มีใบอนุญาตส่งออกขยะมายังประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
สถานการณ์การทิ้งขยะอีเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มว่าจะเลวร้ายลงไปอีก หลังจากทางการจีนมีคำสั่งห้ามทิ้งขยะพวกนี้ นั่นหมายความว่า ขยะจากจีนจะมีการลักลอบนำออกมาทิ้งตามประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้นอีก