วิธีสังเกต “นม” ก่อนบริโภค

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นมเป็นหนึ่งในแหล่งสารอาหารหลักของเด็กในวัยเรียน แต่จากปัญหานมโรงเรียนบูดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในทุกปี นิวมีเดียพีพีทีวี จึงนำเสนอสาเหตุและวิธีการสังเกตนมก่อนการบริโภค เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน

“นม” เป็นหนึ่งในแหล่งสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างและเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียน รัฐบาลไทยเห็นความสำคัญของการที่เด็กต้องได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างเพียงพอ จึงจัดตั้งนโยบาย “นมโรงเรียน” ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 และยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศมาเป็นวัตถุดิบ ภายใต้การดำเนินงานขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) ซึ่งน้ำนมดิบเหล่านี้จะถูกลำเลียงไปยังโรงงานต่าง ๆ เพื่อผ่านกระบวนการกลายเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชที

นมโรงเรียนจะมอบให้แก่นักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน เฉลี่ยปีละ 7 ล้านคน แต่ละคนจะได้ดื่มนมโรงเรียนเทอมละ 100 วัน สำหรับวันมาโรงเรียน และอีก 30 วันสำหรับนำกลับไปดื่มที่บ้านในวันปิดเทอม อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งคือปัญหานมโรงเรียนเสียหรือที่เรียกกันบอยครั้งว่า “นมบูด”

อ่านข่าว : โรงเรียนไผทฯ พบ “นมโรงเรียน” ขุ่นข้น สั่งงดแจกเด็ก

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้นมเสียหลัก ๆ เกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคและจุลินทรีย์บางชนิดซึ่งหากบริโภคเข้าไปจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย

การที่นมถูกปนเปื้อนได้นั้นเกิดจากสาเหตุ ดังนี้

ความบกพร่องจากกระบวนการผลิต – ในขั้นตอนการผลิตนมมีอยู่ 2 วิธี คือ พาสเจอร์ไรส์ และ ยูเอชที (UHT: Ultra Heat Treatment) ซึ่งทั้งสองวิธีล้วนแต่ใช้ความร้อนในการซ่าเชื้อ แต่มีบางกรณีที่ใช้ความร้อนไม่สูงพอหรือใช้ระยะเวลาที่น้อยเกินไปในการซ่าเชื้อ ทำให้ยังมีเชื้อโรคและจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่ หรืออาจมีขั้นตอนการบรรจุเก็บรักษาที่ไม่ดี เช่น ไม่ปิดฝาเก็บนม เก็บนมไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง เป็นต้น

ภาชนะรั่ว – หากภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เก็บนมมีการรั่วซึมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากแรงกระแทก การถูกของหนักทับ หรือถูกสัตว์เล็กกัดแทะ จะทำให้เกิดช่องว่างที่เชื้อโรคและจุลินทรีย์สามารถเข้าไปปนเปื้อนในนมได้

การขนส่งและเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง – การเก็บในที่ที่อุณหภูมิสูงหรือโดนแดด จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ในขั้นตอนการขนส่งลังนมถ้าโยนหรือวางซ้อนกันเกิน 5-7 ชั้น จะทำให้ลังนมและกล่องข้องในถูกกดทับ นำไปสู่รอยรั่วซึมที่ทำให้เชื้อโรคและจุลินทรีย์เข้าไปปะปน

ดังนั้นวิธีการสังเกตนมโรงเรียนหรือแม้แต่นมที่ซื้อหามาเองว่ามีโอกาสจะเสียหรือไม่ เบื้องต้นดูได้จากกล่องบรรจุภัณฑ์ว่ามีรอยบุบรอยกดทับจนบวมหรือไม่ หากมีก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นนมเสีย แต่วิธีการสังเกตที่แน่ชัดที่สุดคือการเทนมออกมาใส่แก้วก่อนบริโภคเพื่อสังเกตลักษณะภายนอกด้วยการดู ดมกลิ่น และชิม

1.เมื่อมองดูแล้วพบว่านมมีการจับตัวเป็นก้อน เนื้อนมมีความข้นกว่าปกติ มียางเหนียวบริเวณพื้นผิวด้านบน เกิดฟอง และมีสีคล้ำกว่านมทั่วไป ให้พิจารณาก่อนเลยว่ามีโอกาสที่จะเป็นนมเสียสูงมาก

2.ดมกลิ่น หากนมที่เทออกมามีกลิ่นเหม็นหืน หรือบางกรณีจะมีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นไหม้ แปลว่ามีโอกาสสูงมากที่นมจะเสีย

3.หากชิมแล้วพบว่านมมีรสเปรี้ยวหรือขมก็สามารถสรุปได้เลยว่าเป็นนมที่เสียแล้วอย่างแน่นอน

ในกรณีของนมโรงเรียนจึงต้องสังเกตตั้งแต่ขั้นตอนการขนส่งว่าลังที่ใช้ใส่นมกล่องมาซ้อนกันมากี่ชั้น ถ้าซ้อนเกิน 5-7 ชั้น ให้ระวังลังที่อยู่ด้านล่างสุด เพราะถูกแรงกดทับมากที่สุด และมีโอกาสที่นมด้านในจะปนเปื้อน ครูอาจารย์รวมถึงผู้ปกครองเองต้องมีมาตรการในการสังเกตและระมัดระวังก่อนที่จะให้เด็กบริโภค เช่น เทใส่แก้วสังเกตลักษณะภายนอกก่อน สอนเด็กให้ลองสังเกต มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่กินนมตามคำสั่งเพราะเชื่อฟังครูและผู้ปกครองโดยไม่ได้สังเกตความผิดปกติ เป็นต้น

การสังเกตนมโดยละเอียดก่อนบริโภคนั้นเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผลลัพธ์ของการบริโภคนมเสียเข้าไปจะทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนหัว บางรายอาจมีอาการขาดสารอาหารตามมาเนื่องจากถ่ายของเสียออกมามากเกินไป และบางรายมีไข้ขึ้นเนื่องจากร่างกายติดเชื้อ

โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน เป็นวัยที่ร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันไม่สูงนัก ผลที่เกิดกับเด็กอาจร้ายแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระเพาะอาหารและลำไส้ จนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ