นอกจากเฝ้าระวังและเดินดูในห้องขังที่คุมตัวนายธนกฤษ ประกอบ ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ อย่างใกล้ชิดเพราะมีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยงทำร้ายตัวเองแล้ว ตำรวจยังนำตัวผู้ต้องหาในคดีอื่นที่มีโทษสถานเบาขังรวม เพื่อช่วยสังเกตการณ์ และให้บรรยากาศในห้องขังไม่ตึงเครียดมากไป
ส่วนกรณีการแจ้งข้อกล่าวหา นอกจากข้อหาซ่อนเร้นย้ายทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตแล้ว ตำรวจยังเตรียมสอบปากคำนายธนกฤษ เพิ่มเติม และหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จากพฤติกรรมการก่อเหตุว่าอาจเข้าข่ายข้อหาหนัก คือฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 289 ที่มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว หรือไม่
โดยเฉพาะพฤติกรรมก่อนที่น.ส.ลักษณา กำลังเก่ง จะเสียชีวิตผู้ต้องหาใช้ค้อนตีที่ศีรษะ 2 รอบ โดยรอบแรก 1 ครั้ง จนหมดสติ ต่อมาน.ส.ลักษณา รู้สึกตัวผู้ต้องหาจึงใช้ค้อนตีซ้ำอีก 3-4 ครั้ง จนเสียชีวิต พฤติกรรมเช่นนี้ตำรวจอยู่ระหว่างหาพยานหลักฐานว่า อาจเข้าข่ายฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ส่วนเรื่องการชำแหละศพ พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 เปิดเผยว่า จากการชันสูตรศพ ที่มีสภาพถูกหั่นตามข้อ ไม่ใช่การสับ แสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องหามีความชำนาญ โดยอาศัยประสบการณ์ตรงที่เคยชำแหละสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์ใหญ่และสัตว์เล็ก ซึ่งมีหลักการคล้ายกัน
หากไล่เรียงจากลำดับเหตุการณ์และคำให้การของผู้ต้องหา ในมุมมอง ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ นักอาชญาวิทยา ระบุว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นต้องแยกออกเป็น 2 กรณี คือการ “ฆ่า” และการ “หั่นศพ”เชื่อว่าความแค้นที่เกิดขึ้นจากความหึงหวงเป็นมูลเหตุจูงใจให้ฆ่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จะเห็นว่าผู้ต้องหา ฆ่า ในวันที่ 12 มิ.ย. ก่อนลงมือ หั่นศพ ในวันต่อมาเพื่ออำพรางหากเปรียบเทียบกับคดีฆ่าอำพรางที่ผ่านมา จะเห็นว่า ผู้ก่อเหตุจะมีวิธีอำพรางศพแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัด โดยกรณีนี้ นายธนกฤต เคยมีอาชีพเป็นผู้ช่วยพ่อครัวในโรงแรมและเคยเป็นพนักงานชำแหละไก่ในโรงฆ่าสัตว์ แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการอำพรางศพซึ่งดูได้จากลักษณะและสถานที่ทิ้ง และเห็นว่าโดยธรรมชาติของผู้ก่อเหตุรุนแรง มักมีปัญหาหรือความผิดปกติทางจิตใจ ที่เป็นผลมาจากสภาพสังคม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ซึ่งสอดคลองกับข้อมูลของตำรวจที่พบว่าผู้ต้องหาอาศัยอยู่กับญาติเท่านั้น เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก
ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหายังใช้ชีวิตให้ปกติ ด้วยการโพสต์ชีวิตประจำวัน หลังก่อเหตุ โดยไม่หลบหนีผ่านการคิด และพิจารณามาแล้วว่าหนีไม่รอด และยังคงต้องเลี้ยงชีพต่อซึ่งการหลบหนีส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินมีผู้ให้การช่วยเหลือให้สามารถอยู่รอดได้ ประเด็นนี้มีข้อมูลจากตำรวจว่า การที่ผู้ต้องหาเลือกที่ไม่หลบหนี เพราะเชื่อว่าการซ่อนเร้นอำพรางศพ จะทำให้ไม่มีใครรู้ จึงเลือกที่จะทำตัวปกติเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย