นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เผยแพร่คลิปผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เรื่องการเสียชีวิตของน.ส.นรีกานต์ ยาวิราช หรือ น้องหญิง โดยในคลิปเป็นเสียงที่คาดว่าเป็นของพยาบาล ได้ระบุว่า ช่วงคนไข้มานอนในห้องฉุกเฉิน ดูแล้วคนไข้น่าจะไม่หายใจ ก็เลยใส่ท่อช่วย เราจึงมาตรวจร่างกาย โดยคนไข้มาทั้งชุด ใส่เสื้อยืด มีเสื้อใน เราต้องคลายเสื้อใน และดูบาดแผล ช่วงล่างใส่กางเกงยีนส์ มันเปียกเลยถอดออก ไม่รู้ว่าน้ำอะไร และใส่ถุงสีขาวไว้ กางเกงในก็ยังอยู่ วางไว้ใต้เตียง กางเกงในยังไม่ได้ดึงออก ก็คุยกับหมอว่าอาจจะเป็นปัสสาวะของคนไข้ จึงต้องสวนปัสสาวะให้คนไข้ จึงถอดกางเกงในใส่ถุงสีแดง เราก็คิดตามหลักการแพทย์จึงใส่ถุงสีแดง และได้มอบถุงสีขาวให้ญาติไป ส่วนถุงแดงมันผิดจังหวะ แม่บ้านมาเก็บ เขาไม่รู้ว่าเราจะเอาให้ญาติ เขาก็เลยนำไปทิ้ง (อ่านเพิ่มเติม: ครอบครัว “น้องหญิง” เตรียมแจ้งจับพยาบาลทำลายหลักฐาน “กางเกงใน”)
โดยในวันนี้ 7 ส.ค.61 นายอัจฉริยะ เตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพยาบาลและโรงพยาบาลในความผิดทำลายหลักฐานวัตถุพยานกางเกงในโดยมีเจตนาในการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นผิด
ผอ.รพ.การุญเวช แจง จนท. ไม่มีเจตนา ทิ้ง “กางเกงใน” น้องหญิง
ด้าน นพ.ธนะวัตร วัฒนวงษ์ภิญโญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลการุญเวช นำผู้สื่อข่าวดูระบบการจัดการกับขยะติดเชื้อ เพื่อลดข้อครหา เรื่อง ทิ้งกางเกงใน น้องหญิง โดยยึดหลักความปลอดภัยหากเห็นเสื้อผ้าชิ้นไหนเข้าข่ายเป็นเสื้อผ้าติดเชื้อจะแยกใส่ถุงแดงทันที เพราะไม่รู้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อ หรือโรคร้ายแรงหรือไม่ และด้วยความเร่งรีบทำให้ลืมหรือหยิบคืนไม่ครบ แต่โดยปกติ ถุงแดง เกือบทั้งหมดญาติจะไม่เอากลับและให้โรงพยาบาลนำไปกำจัดโดยยังมีเวลาเกือบ 1 สัปดาห์กว่า ขยะติดเชื้อจะถูกนำไปกำจัด แต่ก็ไม่มีคนมาติดต่อ
ด้าน นางศศิมา มีจันทอง แม่บ้านที่เป็นคนเก็บถุงแดงไปทิ้งในวันที่มีการช่วยเหลือน้องหญิง ระบุว่า ปกติจะเก็บถุงแดงวันละ 2 ครั้ง คือ เวลา 07.30 น. และ 15.00 น. และขยะติดเชื้อถือเป็นสิ่งอันตรายห้ามเปิดดู ก่อนทิ้งต้องซ้อนถุงและทิ้งภายใน 24 ชั่วโมง ที่จุดพักขยะติดเชื้อด้านหลังโรงพยาบาล
นอกจากนี้ ไม่กังวลเรื่องถูกฟ้องร้อง และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าข้อเท็จจริงทุกอย่างจะสามารถต่อสู้ทางคดีได้ โดยยอมรับว่ารู้สึกน้อยใจ และเป็นห่วงบุคคลากรที่ให้การช่วยเหลือผู้คนแต่กลับถูกฟ้องดำเนินคดี แต่เมื่อได้พูดคุยกับพนักงานทำให้มั่นใจว่าทุกคนมีกำลังใจดีและยิ่งมีแรงกระตุ้นพร้อมจะทำงานเพื่อบริการสังคมต่อไป
อ่านเพิ่มเติม: