เมื่อวันที่ (26 ก.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสียชีวิตของนางสาวเล่ย เทียน (LEI TIAN) อายุ 28 ปี นักท่องเที่ยวชาวจีน บริเวณแอ่งน้ำชั้นที่ 1 ของน้ำตกโตนงาช้าง ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังคงมีเงื่อนงำหลายอย่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งคลี่คลาย โดยเฉพาะกับชายชาวจีนคนหนึ่งซึ่งถูกซัดทอดว่าเป็นเพื่อนของนางสาวเล่ยที่มาพบกับนางสาวเล่ยที่น้ำตกโตนงาช้างก่อนที่เธอจะเสียชีวิต แต่จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องสงสัยคนนี้ให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น
ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พันตำรวจโทเขม รินทร์ พิสมัย หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมกำลังตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ ตำรวจภูธรทุ่งตำเสา ตำรวจตรวจค้นเข้าเมือง และสุนัขดมกลิ่นจาก ตชด.43 ได้นำตัวชายชาวจีนต้องสงสัยคนนี้เดินทางไปยังน้ำตกโตนงาช้างอีกครั้ง เพื่อชี้จุดที่เขาเข้าไปท่องเที่ยวเพื่อตรวจสอบว่าตรงกับคำให้การของพยานหรือไม่
เบื้องต้น ชายชาวจีนคนนี้ ระบุว่า ขับรถมาจอดที่ลานจอดรถ จากนั้นเดินขึ้นไปเที่ยวบนชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 และชั้น 4 ของน้ำตกเพียงคนเดียว โดยยืนยันว่าไม่เคยเจอหรือรู้จักกับผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด และไม่ได้เข้าไปยังจุดที่พบศพ แต่ได้ทำรองเท้าตกน้ำที่บริเวณน้ำตกชั้น 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้สุนัขดมกลิ่นร่วมค้นหาแต่ก็ไม่พบคาดว่าจะถูกน้ำพัดพาไป
อย่างไรก็ตามมีรายงานจากชุดสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ว่า จากการซักถามชายชาวจีน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ แม้จะยังคงให้การปฏิเสธ แต่เขาก็ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี ส่วนข้อมูลที่ได้จากการซักถามชายคนนี้ยังมีจุดสังเกตหลายจุดที่ยังไม่สอดคล้องกับคำให้การพยาน ทั้งเรื่องระยะเวลาที่อยู่ในบริเวณน้ำตก เรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือซึ่งพยานบอกว่าเห็นยืนคุยโทรศัพท์แต่ผู้ต้องสงสัยกลับบอกว่ายืนเล่นโทรศัพท์เพื่อส่งรูปให้เพื่อนเท่านั้น โดยหลังการนำตัวไปชี้จุดเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหาดใหญ่จะยังคงควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคนนี้เอาไว้จนกว่าการสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้น
ส่วนการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต รวมทั้งการตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะลายนิ้วมือแฝงที่หนังสือเดินทางของผู้เสียชีวิตที่ถูกฉีกทิ้ง ขณะนี้ยังไม่ทราบผล เพราะอยู่ระหว่างการทำงานของแพทย์และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน