เมื่อวานนี้ 27 ก.ย. 2561 ที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในนครเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีมติตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อทำหน้าที่รวบหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในเมียนมาร์ รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญา
โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่ในการฟ้องร้องผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดต่อศาลทั้งในเมียนมาร์ หรือ ศาลระหว่างประเทศ มติดังกล่าวถูกเสนอโดยสหภาพยุโรปและองค์การเพื่อความร่วมมืออิสลามโดยได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจาก 35 ชาติสมาชิก จากทั้งหมด 47 ประเทศที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีดังกล่าว ส่วนชาติสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยมี 3 ประเทศ คือ จีน ฟิลิปินส์ และ บุรุนดี ส่วนที่เหลืออีก 7 ชาติงดออกเสียง
ขณะที่ นายจอ โม ตุน เอกอัครราชทูตเมียนมาร์ ตอบโต้ว่ามติดังกล่าวยึดถือรายงานของคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมาที่ได้รับการแต่งตั้งจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่รัฐบาลเมียนมาเห็นว่าไม่มีความเป็นกลาง และสร้างความแตกแยกภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของแคนาดาลงมติยกเลิกสถานะพลเมืองกิติมศักดิ์ของนาง อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาร์และผู้นำรัฐบาลตัวจริง เนื่องจากไม่สามารถยุติการใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาได้
ทั้งนี้ ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ชีค ฮาซีน่า ผู้นำหญิงของบังกลาเทศ ได้กล่าวระหว่างร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสประชาชาติ ว่ารัฐบาลเมียนมาร์พยายามหาข้ออ้างที่จะชะลอเวลาการรับชาวโรฮิงญากว่า 700,000 คน ที่ลี้ภัยในบังกลาเทศกลับสู่เมียนมาร์
โดย ฮาซีน่า ยืนยันว่าเธอไม่ต้องการจะทะเลาะกับรัฐบาลเมียนมาร์เกี่ยวกับปัญหาผู้ลี้ภัย แต่เธอเริ่มจะหมดความอดทนกับนางอองซานซูจี ผู้นำตัวจริงของรัฐบาลเมียนมาร์ รวมถึงกองทัพเมียนมาร์ แล้ว
ฮาซีนายังย้ำว่าบังกลาเทศมีประชากรมากถึง 160 ล้านคนแล้ว ดังนั้นประเทศของเธอจึงไม่สามารถรับภาระดูแลผู้ลี้ภัยได้ตลอดไป
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้