โดยผ้าลายอย่างนั้น เป็นผ้าในราชสำนักสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งคำเรียกมาจากกระบวนการทำ คือเป็นผ้าพิมพ์ที่ออกแบบโดยราชสำนักสยามแล้วส่งไปพิมพ์ที่อินเดีย จึงได้ชื่อว่าผ้าลายอย่าง คือ ทำตามอย่างที่ออกแบบไปให้ และนับว่าเป็นผ้าที่มีพระยศผ้าสูงที่สุดในสมัยนั้น
การแต่งกายโบราณประกอบด้วย สะพักปักดิ้นทอง โดยผ้าสะพักมีหน้าที่ห่มทับสไบ เพื่อความสุภาพในที่ชุมชน สำหรับสะพักปักดิ้นทองผืนนี้ ใช้เวลารังสรรค์นานกว่า 8 เดือน ใช้กระบวนลายสมัยอยุธยา คือลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง ปักด้วยดิ้นข้อถมดิ้นโปร่ง หักพับแล่งให้เป็นนมสาวซึ่งหายากยิ่งในปัจจุบัน โดยใช้โลหะมาปักประดับ มีน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม
ต่อมาคือผ้าเขียนลายทอง ที่มีกรรมวิธีที่ซับซ้อน เริ่มด้วยการเตรียมผ้า เตรียมน้ำกาว ที่ได้จากยางมะเดื่ออุทุมพร โดยขั้นตอนที่ยากที่สุดคือขั้นตอนเขียนยางลงไปบนผ้า ที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก และต้องบังคับเส้นให้งาม ไม่ให้เส้นแตก หรือหยดลงบนผ้า เมื่อเขียนไปแล้วน้ำยางจะซึมหายไปในเนื้อผ้า จึงยากมากที่จะมองเห็นลวดลาย จากนั้นใช้ทองคำเปลวแท้คัดพิเศษตีด้วยมือจะดีที่สุด เพราะให้สีสม่ำเสมอทองขาดเสมอกันและเกิดความเงางามอย่างผ้าโบราณ สำหรับขั้นตอนเขียนลายทอง ธนิต เล่าว่าต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดกว่าจะออกมาเป็นผ้าที่งดงามได้
ปัจจุบันภูษาผ้าลายอย่าง หันมาต่อยอดชุดไทยสำหรับใช้ในงานวิวาห์ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยธนิต พุ่มสไว มีความตั้งใจว่าในอนาคตอยากนำผ้าไทยไปให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก ภายใต้แบรนด์ภูษาลายอย่างมากขึ้น
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >>> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้