โดยสภาพัฒน์ ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า ไทยใช้การวัดสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำจากมาตรฐานของธนาคารโลก โดยวัดจากดัชนี GINI Coefficient Index ในประเทศต่างๆ ประมาณ 110 ประเทศ โดยดัชนี GINI มี 2 ลักษณะ คือ GINI ด้านรายได้ และ GINI ด้านรายจ่าย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ใช้กลุ่มตัวอย่างในระดับฐานรายได้ต่าง ๆ กัน จำนวนประมาณ 52,010 ครัวเรือน ซึ่งการสำรวจรายได้จะดำเนินการทุก 2 ปี ในขณะที่การสำรวจรายจ่ายจะดำเนินการทุกปี
จากข้อมูลล่าสุดในปี 2560 พบว่า แนวโน้มของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” โดยค่า GINI ด้านรายได้ลดลงจาก 0.499 ในปี 2550 เป็น 0.453 ในปี 2560 และค่า GINI ด้านรายจ่ายลดลงจาก 0.398 ในปี 2550 เป็น 0.364 ในปี 2560
ส่วนสถานการณ์ด้านความแตกต่างของรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุด “มีแนวโน้มแคบลงอย่างต่อเนื่อง” โดยลดลงจาก 25.10 เท่าในปี 2550 เป็น 19.29 เท่า ในปี 2560 ส่วนความแตกต่างของรายจ่ายระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายสูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายน้อยที่สุด “มีแนวโน้มแคบลงอย่างต่อเนื่อง” เช่นกัน โดยลดลงจาก 11.70 เท่าในปี 2551 เป็น 9.32 เท่า ในปี 2560
"แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งในส่วนของรายได้และรายจ่ายระหว่างประชากรกลุ่มต่าง ๆ ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำในประเทศยังมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการผ่านมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อให้ประชากรในกลุ่มที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีการกระจายรายได้จากกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงไปสู่ประชากรกลุ่มต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
ส่วนกรณีการวัดความเหลื่อมล้ำของรายงาน CS Global Wealth Report 2018 อย่างที่แชร์ในโลกออนไลน์นั้น เป็นการวัดการกระจายความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) โดยใช้ข้อมูล Wealth Distribution “ซึ่งประเทศที่มีข้อมูล Wealth Distribution สมบูรณ์มีเพียง 35 ประเทศ และทั้ง 35 ประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี สวีเดน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงค์โปร์ และจีน”
ขณะที่ประเทศไทย ข้อมูล Wealth Distribution “ไม่มีการจัดเก็บ” เนื่องจากในการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องมีความชัดเจนของคำจำกัดความและข้อมูลข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ที่มีความชัดเจน ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าในส่วนของประเทศไทย ผู้จัดทำรายงานใช้การประมาณการทางเศรษฐมิติ บนสมมติฐานว่าการกระจายความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) มีความสัมพันธ์กับการกระจายรายได้ (Income Distribution) ซึ่งการคำนวณในลักษณะดังกล่าวในรายงานระบุไว้ชัดเจนว่าการประมาณการ Wealth Distribution ของ 133 ประเทศที่นอกเหนือจาก 35 ประเทศที่มีข้อมูลสมบูรณ์เป็นการประมาณการอย่างหยาบ (Rough Estimate) ดังนั้น การวัดการกระจายความมั่งคั่งตามที่ปรากฏในรายงานดังกล่าวอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน
สำหรับ รายงาน CS Global Wealth Report 2018 ระบุว่า คนไทย 1 % ถือครองความมั่นคั่ง หรือมีทรัพย์สินรวม 66.9% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ และมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ขณะที่อันดับ 2 คือ รัสเซีย โดยประชากร 1 % มีทรัพย์สินรวม 57.1% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ อับดับ 3 ได้แก่ ตุรกี ที่ประชากร 1 % มีทรัพย์สินรวม 54.1 % ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ และอันดับ 4 ได้แก่ อินเดีย ที่ประชากร 1 % มีทรัพย์สินรวม 51.5 % ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ ซึ่งมีเพียง 4 ประเทศข้างต้นเท่านั้น ที่ประชากร 1 % มีทรัพย์สินรวมเกินกว่า 50 % ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ ซึ่ง นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อมูลดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้