ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 63 ปี และนางแหลม อุ่นอ่อน อายุ 61 ปี พ่อและแม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อนหรือ ผอ.อ้อย อายุ 37 ปี อดีต ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ พร้อมด้วยญาติพี่น้อง ได้เดินทางมารับฟังการอ่านคำพิพากษาคดีเลขดำที่ 81/61 ซึ่งพนักงานอัยการกันทรลักษ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง อดีตนายทหาร ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณเขาพระวิหาร ในฐานความผิดต่อชีวิต เนื่องจากตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าโหดผอ.อ้อย
โดยพ่อแม่และญาติพี่น้องถือรูปภาพผอ.อ้อยมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ รวมทั้งชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ รวมประมาณ 100 นาย ได้มารักษาความสงบเรียบร้อยรอบบริเวณศาล ต่อมาเจ้าหน้าที่เรือนจำกันทรลักษ์ได้นำตัวผู้กองเหน่ง มาที่บริเวณด้านหลังศาล ซึ่งเป็นที่คุมขังผู้ต้องหา โดยผู้กองเหน่งถูกควบคุมไปยังห้องควบคุมตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ล่าสุดศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง เนื่องจากมีพยานหลักฐานแน่นหนาว่าเป็นผู้สังหาร ผอ.อ้อย แล้วนำศพไปทิ้งในป่า
ทั้งนี้คำพิพากษระบุว่า ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือ ผู้กองเหน่ง เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คนโดยจำเลยที่ 2 คือ นางสุชาวดี ปทุมอินทน์, นายวิฑูรย์ ท้าวแก้ว จำเลยที่ 3 และ นายประกรรษวัต คณะพันธ์ จำเลยที่ 4 ฐานความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ลักทรัพย์ รับของโจร
โดยจำเลยที่ 1 คือ ร.อ.ศุภชัย ได้ถูกฟ้องว่า ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ทำให้ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อนหรือ ผอ.อ้อย อายุ 37 ปี ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฆ่าน.ส.จุฑาภรณ์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้ายส่วนของศพโดยไม่มีเหตุอันควร ลักทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟนรุ่น 5 เอส สร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ เงินสด เข้าถึงซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น และฟ้องจำเลยที่ 2-ที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน รุ่น 5 เอส สร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ หรือร่วมกันรับของโจร ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสาร
ซึ่งศาลได้วิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมทั้ง 4 และจำเลยที่ 1 แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฆ่าผู้ตาย ฐานลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ ฐานลักทรัพย์โทรศัพท์ ยี่ห้อไอโฟน ฐานลักทรัพย์รถยนต์ สร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้ใด หรือยึดไว้ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น ฐานปลอมเอกสาร ฐานฉ้อโกง ฐานฆ่าผู้อื่น
ศาลพิพากษาว่า ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 คือ ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง สถานเดียว ในส่วนคดีแพ่ง ให้จำเลยที่ 1 คือ ร.อ.ศุภชัย ชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นๆ แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 เป็นเงิน 300,000 บาท ชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 324,000 บาท ชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 216,000 บาท ชำระค่าขาดไร้อุปการะและขาดแรงงานในครัวเรือนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 216,000 บาท
และชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่ 4 เป็นเงิน 1,320,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 2-ที่ 4 ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ และโจทก์ร่วมทั้ง 4 ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2-ที่ 4 ไม่ได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด
นายพายัพ สนองไทย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จ.กันทรลักษ์ กล่าวว่า คดีนี้มีอัตราโทษสูง ดังนั้น จึงต้องส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยคดีนี้องค์คณะศาล จ.กันทรลักษ์ ได้ผลัดกันอ่านคำพิพากษา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึงเวลาประมาณ 10.30 น. ทั้งนี้ เนื่องจากว่าได้มีการพิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายอย่างละเอียดรอบคอบ
ด้าน นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 63 ปี พ่อของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า ตนพอใจคำพิพากษาของศาลที่ให้ความเป็นธรรมกับตนและครอบครัว ญาติพี่น้อง ซึ่งตนต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ และคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กันทรลักษ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู และญาติพี่น้องทุกคน ที่ได้เข้ามาช่วยในการติดตามหาร่างของ ผอ.อ้อย ลูกสาวของตน จนกระทั่งสามารถนำตัวฆาตกรโหดรายนี้มาลงโทษตามกฎหมายได้
นางแหลม อุ่นอ่อน อายุ 61 ปี แม่ของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า ตนขอขอบคุณศาล จ.กันทรลักษ์ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความเป็นธรรมในคดีนี้ให้กับตนและครอบครัว ซึ่งถึงแม้ว่าศาลจะตัดสินประหารชีวิตผู้กองเหน่งไปแล้ว แต่ว่าชีวิตลูกสาวของตนคงไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ สงสารแต่หลานสาวตัวเล็กๆ ที่ต้องกำพร้าแม่ อย่างไรก็ตาม ตนถือว่าผู้กองเหน่งได้รับโทษอย่างสาสมกับความผิดที่ก่อขึ้นแล้ว
ขณะที่ พล.ต.ต.สุรเดช กล่าวว่า คดีนี้ตนได้รับมอบหมายจากหน่วยเหนือให้ติดตามคลี่คลายคดีอย่างเร่งด่วน ซึ่งปรากฏว่าต้องใช้ระยะเวลานานนับเดือน จึงสามารถที่จะรวบรวมพยานหลักฐานจนถึงการจับกุมผู้ต้องหามาลงโทษตามกฎหมายได้ ซึ่งคดีนี้ ตนและพนักงานสอบสวน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
น.ส.ภัทรพร ทองสุทธิ์ รองประธานสภาทนายความ จ.กันทรลักษ์ ซึ่งเป็นทนายความของโจทก์ร่วมคดีนี้ กล่าวว่า คดีนี้ นายประสิทธิศักดิ์ ฝอยทอง ประธานสภาทนายความ จ.กันทรลักษ์ และตน ได้ช่วยกันว่าความในฐานะทนายความของโจทก์ร่วม ซึ่งคำพิพากษาของศาลออกมา ทำให้ตนและครอบครัวของผู้เสียหายพอใจ
น.ส.ภัทรพรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคดีแพ่งนี้ คงจะต้องมีการอุทธรณ์ เนื่องจากว่าได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายต่างๆ จากจำเลยให้กับโจทก์ร่วม เป็นจำนวนเงินประมาณ 4 ล้านบาท แต่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเพียง 2 ล้านบาทเศษเท่านั้น ซึ่งจะได้หารือเรื่องนี้กับนายประสิทธิศักดิ์ และพ่อแม่ ญาติพี่น้องของ ผอ.อ้อย เพื่อยื่นอุทธรณ์ในทางแพ่งต่อไป