กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, กรมควบคุมมลพิษ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกาะติดสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 แบบรายชั่วโมง ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมผ่านแอปพลิเคชั่น “เช็คฝุ่น” เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคม 2567
พบ 11 จังหวัดมีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐาน อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ได้แก่
1. แม่ฮ่องสอน 285.9 ไมโครกรัม
2. เชียงใหม่ 195.3 ไมโครกรัม
3. ลำพูน 173.4 ไมโครกรัม
4. เชียงราย 140.7 ไมโครกรัม
5.พะเยา 115.9 ไมโครกรัม
6. ตาก 115.3 ไมโครกรัม
7. ลำปาง 115.0 ไมโครกรัม
8. น่าน 109.0 ไมโครกรัม
9. แพร่ 103.8 ไมโครกรัม
10. อุตรดิตถ์ 97.9 ไมโครกรัม
11. สุโขทัย 82.0 ไมโครกรัม
ขณะอีก 20 จังหวัด มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีส้ม ส่วนพื้นที่อื่นๆ 46 จังหวัด มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีเหลือง เขียว และฟ้า บ่งบอกถึงการมีคุณภาพอากาศดีในระดับปานกลางไปจนถึงดีมาก
ขณะเดียวกันในกรุงเทพมหานครวันนี้ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลางจนถึงดีมาก โดยมีค่าฝุ่นเฉลี่ยทั้ง 50 เขตอยู่ที่ 18.0 ไมโครกรัม โดยเขตเดียวที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับปานกลาง (สีเหลือง) คือ “เขตหนองแขม” 25.2 ไมโครกรัม
ด้านเว็บไซต์ IQAir รายงานคุณภาพอากาศของเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก เวลา 09.00 น. พบว่า ประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีค่าฝุ่นพุ่งสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกอีกครั้ง โดยรั้งอยู่อันดับที่ 2 ซึ่งมีดัชนีคุณภาพอากาศ 182 US AQI รองจาก เมืองเดลี ประเทศอินเดีย 194 US AQI เท่านั้น ขณะที่กรุงเทพมหานคร รั้งอันดับ 32 ของโลก มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 78 US AQI อยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศปานกลาง ประชาชนทั่วไปยังสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้
แนะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรสวมหน้ากากตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจตามมาโดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทั้งนี้ ท่านสามารถติดตามข้อมูล PM2.5 แบบรายชั่วโมงเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น”
ขอบคุณข้อมูลจาก : ระบบติดตามข้อมูลเช็กฝุ่น และ IQAir