พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มองว่า กรณีนี้ มีสิทธิ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะถูกพนักงานสอบสวน สน.เตาปูนเจ้าของคดีฟ้องในข้อหาตามมาตรา 157 หากไม่ยอมส่งสำนวนกลับให้ตำรวจ เพราะตามอำนาจ ป.ป.ช.ไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนันลักษณะนี้
ผู้การแต้มอธิบายหนังสือที่ บช.น.ส่งถึง เลขาธิการ ป.ป.ช.ให้ส่งสำนวนคดีกลับไปที่พนักงานสอบสวน สน.เตาปูน โดยอ้างถึง 3 เรื่อง ที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจการสอบสวนเป็นของตำรวจไม่ใช่ดุลยพินิจ ป.ป.ช.
เรื่องแรก คือ พนักงานสอบสวนดำเนินคดี น.ส.เบญจมิน แสงจันทร์ พร้อม พวกรวม22คน หลังมีข้อมูลว่า จัดให้มีการเล่นพนันผ่านเว็บไซต์ BNK MASTER และฟอกเงิน โดยในจำนวนนี้มี พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตามกฏหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ระบุว่าหากมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จะต้องถูกแจ้งข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน” ซึ่งถือเป็นคดีอาญา ที่โทษหนักขึ้น และไม่เกี่ยวกับ ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือ เรียกรับผลประโยชน์ตามมาตรา 157 ทำให้การดำเนินคดี ก็เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่ ป.ป.ช.
เรื่องที่ 2 หลังจากพนักงานสอบสวนสน. เตาปูนแจ้งข้อหาสมคบกันฟอกเงินและเป็นเจ้าพนักงานฟอกเงินเว็บ BNK MASTER หลังจากนั้นกลับมีตำรวจนายหนึ่งพยายาม แจ้งข้อหา พ.ต.ท.คริษฐ์ อ้างว่า เรียกรับเงิน จึงเข้าข้อกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อส่งสำนวนทั้งหมดไป ป.ป.ช. แต่ท้ายที่สุดพนักงานสอบสวนก็มองว่าการแจ้งความครั้งนั้นไม่มีหลักฐาน จึงทำหนังสือส่ง ป.ป.ช. เพื่อขอสำนวนคืน แต่ป.ป.ช.ก็ไม่ส่งคืน
ส่วนเรื่องสุดท้าย ตำรวจได้ส่งรายงานกระบวนการออกหมายจับ และหมายเรียกบิ๊กโจ๊ก เพื่อแสดงให้เห็นว่าศาลได้ออกหมายจับคดีสมคบฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน
ผู้การแต้มยกตัวอย่างการดำเนินคดีจีนเทาตู้ห่าว คดีดังกล่าว ภรรยาของนายตู้ห่าวที่เป็นตำรวจหญิงยศ พ.ต.อ.ถูกข้อหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน เช่นเดียวกับบิ๊กโจ๊ก แต่การดำเนินคดีก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ส่งสำนวนถึงอัยการตามกระบวนการคดีอาญา ไม่ได้ส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาคดี
ผู้การแต้ม บอกว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนพยายามร้องขอสำนวนคดีคืนแต่ทาง ป.ป.ช. ก็นิ่งเฉยจนเกือบถึงกรอบเวลาฟ้องคดี ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัย ว่า ป.ป.ช.ตั้งใจช่วยคดีบิ๊กโจ๊ก และส่วนตัวในฐานะที่ตัวเองเป็นพนักงานสอบสวนมาทั้งชีวิต รู้ว่ากรณีนี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการพิจารณาคดีแต่ก็ไม่อยากก้าวก่ายดุลยพินิจของใคร
ผู้การแต้ม เผยว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของฝั่ง ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการส่งสำนวนกลับให้ตำรวจ หรือออกมายืนยันว่าจะรับคดีไว้เอง ทำให้ตัวเองนึกถึงคดีที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป.ส่งเรื่องให้ทาง ป.ป.ช.ตรวจสอบหลังมีข้อมูลว่า บิ๊กโจ๊กร่ำรวยผิดปกติซื้อปืนกว่า 200 กระบอก
โดยมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ช่วยตกแต่งบัญชี ขณะนั้นบิ๊กโจ๊กอ้างว่า เงินที่ซื้อปืนมาจากการเป็นนายหน้าขายพระเครื่องให้กับอดีตผู้ว่าคนหนึ่ง ที่เป็นข้าราชการบำนาญ แต่ภายหลังอดีตผู้ว่าคนนี้ออกมายืนยันว่าคำกล่าวอ้างของบิ๊กโจ๊กไม่เป็นความจริง และเนื่องจากอดีตผู้ว่าคนนี้ที่ตำรวจกันตัวไว้เป็นพยานมีอายุมากแล้ว จึงร้องขอให้ทาง ป.ป.ช. เรียกมาสอบข้อเท็จจริงล่วงหน้า แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังเพิกเฉย จึงมองไปว่ามีการช่วยเหลือกันแบบที่สังคมสงสัยหรือไม่
ผู้การแต้ม ยังบอกว่าตัวเองมีโอกาสได้พูดคุยกับนายตำรวจหลายคน จึงรู้ว่าคดีนี้ค่อนข้างที่จะมีพยานหลักฐานแน่นเอาผิดได้ชัดเจน จึงจะเห็นว่าตอนนี้เป็นการต่อสู้กันเรื่องกระบวนการที่ไม่เกี่ยวกับหลักฐานการกระทำความผิด อย่างไรก็ตามมองว่าท้ายสุดหากป.ป.ช.ไม่ส่งสำนวนคืน ป.ป.ช. ก็อาจถึงขั้นไปต่อสู้ที่ศาล เพราะตัวเองเชื่อว่าพนักงานสอบสวนแจ้ง ม.157 แน่ๆ จึงฝากทิ้งท้ายถึง ป.ป.ช.ว่า "อยากเอาเผือกร้อนไปอยู่ในมือก็เอาเถอะ"
ไทยจ่อเข้าสู่สภาวะ “ลานีญา” มิ.ย.-ส.ค.นี้ หลายปัจจัยทำฝนตกเพิ่มขึ้น