คดีมหากาพย์ “ดิไอคอน” (The iCON Group) ขณะนี้แม้จะมีการจับ “บอส” ทั้ง 18 คนไปแล้ว แต่หลายคน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่มีอยู่หลายพันคนหรืออาจถึงหลายหมื่นคน กำลังกังวลว่า คดีนี้อาจจบเพียงแค่คดีฉ้อโกงประชาชน แต่ไปไม่ได้ถึงคดีแชร์ลูกโซ่
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คดีฉ้อโกงประชาชนคือกฎหมายอาญามาตรา 341 และ 343 ระบุว่า ทุจริตหลอกลวงผู้อื่นหรือประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงเพื่อเอาทรัพย์สิน มีโทษจำคุกสุงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
ขณะที่คดีแชร์ลูกโซ่นั้นคือผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 หลอกลวงประชาชน ชักชวนให้ลงทุน และให้ไปชักชวนคนอื่นให้นำเงินมาลงทุนต่อกันไป อ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง
นอกจากนี้ ผู้หลอกลวงยังไม่ได้นำเงินที่ได้ไปประกอบธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แต่นำเงินที่ได้มาจากผู้ลงทุนรายใหม่ไปหมุนเวียนจ่ายให้แก้ผู้ลงทุนรายเก่า และรวมถึงโฆษณาชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาลงทุน
LINE เตรียมยุติใช้งานเวอร์ชัน 12.18.0 บน iOS - Android พ.ย.นี้
คดีแชร์ลูกโซ่นี้โทษหนักกว่า คือจำคุก 5-10 ปี ปรับตั้งแต่ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท
คุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ กล่าวในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 วันที่ 17 ต.ค. 67 ว่า สถานการณ์คดีตอนนี้ เบื้องต้นอย่างไรก็เข้าข่ายคดีฉ้อโกงประชาชนแน่นอน เพียงแต่ต้องลุ้นว่าจะไปถึงคดีแชร์ลูกโซ่หรือไม่
“ข้อหาฉ้อโกงประชาชนกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มันตั้งข้อหาได้ง่ายกว่า เพราะเป็นการนำเข้าข้อมูลเท็จ หลอกลวงให้หลงเชื่อ เป็นการทำการตลาดออนไนลน์ จึงเข้ากฎหมายสองข้อนี้อยู่แล้ว เป็นการตั้งไว้ก่อน หลังเช็กสต๊อกรอดูว่าลมไม่ลม ตรงกับยอดขายหรือไม่ ถ้าไม่ตรง เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่แน่นอน” ทนายรณณรงค์กล่าว
ทนายเสริมว่า ยังรีบสรุปคดีไม่ได้ว่าเป็นคดีไหน ต้องเช็กสต๊อก ตรวจสอบเรื่องการให้ผลตอบแทนเกินกฎหมายกำหนด เคสที่ซื้อคอร์ส 2.5 แสนบาท หรือคอร์สแถมรรถเบนซ์ เอาผลประโยชน์กำไรไหนมาจ่าย เอาอะไรมาแถม ต้องดูให้แน่ว่ากำไรที่เอามาแถมนี้มาจากการจัดหาสมาชิกหรือขายของ
เมื่อถาม พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ว่า แม้มีสินค้าก็ยังนับเป็นการฉ้อโกงหรือแชร์ลูกโซ่ได้หรือไม่ เขาตอบว่า การหลอกลวงมีหลายรูปแบบ ในกรณีตกลงซื้อขายแล้วแต่ไม่ส่งสินค้า ก็ถือว่าผิด เปิดบิลแล้วต้องได้ของ
หรืออาจมีกรณีขายของในราคา 1 หมื่นบาท แต่ส่งสินค้ามูลค่า 100 บาทให้ ก็ถือว่าเป็นเจตนาฉ้อโกง หรือต่อให้มีสินค้าจริง แต่เจตนาธุรกิจไม่ใช่การขายสินค้า เพราะต้องการระดมคนมากกว่า ก็จะเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ได้ แม้มีสินค้าจริง
“ต้องดูเจตนาการทำธุรกิจ บางบริษัทจดทะเบียนขายตรง ปรากฏหลังจดเขาปฏิบัติไม่ถูกวัตถุประสงค์ ที่ผ่านมา จดอย่างทำอย่างมีเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่ออกแนวแชร์ลูกโซ่” พ.ต.อ.ประทีปกล่าว
อดีตรองเลขาธิการ สคบ. เสริมว่า เดิมทีดิไอคอนมีเจตนาจะจดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรง แต่ตนตอบไปว่าจดทะเบียนขายตรงไม่ได้ ต้องจดธุรกิจซื้อขายออนไลน์ “แต่พอปี 2563 เขายื่นขอจดเป็นขายตรงอีก แปลได้หรือไม่ว่า เดิมมีเจตนาจะทำเครือข่ายอยู่แล้ว? ... โดยหลักการทางกฎหมาย แยกธุรกิจออนไลน์กับธุรกิจขายตรง ถ้าจดออนไลน์ แต่ทำเหมือนขายตรง อาจเข้าข่ายฉ้อโกงได้เช่นกัน”
สำหรับหนทางต่อสู้ของผู้ต้องหา ทนายรณณรงค์บอกว่า ถ้ามีการแจ้งเป็นข้อหาแชร์ลูกโซ่ บอสบางคนอาจวางแผนแล้วว่า จะสู้ด้วยข้อต่อสู้ว่ามีหน้าที่แค่ผลิตสินค้าส่งตามออเดอร์ ส่วนแผนการตลาดเป็นเรื่องของบอสแต่ละคน แม่ทีมแต่ละคน
“แต่คำถามคือ บอสระดับใหญ่จะเลี่ยงความรับผิดชอบได้หรือไม่ในเมื่อได้รับส่วนแบ่งจากส่วนแบ่งสินค้า ถ้าเป็นพนักงานเปิดประตูเข้าใจได้ ไม่ได้ชักชวน แต่ถ้ามีป้ายใหญ่ ขึ้นเวที แสดงตัวเป็นบอสให้การการันตี จะหนีความรับผิดชอบพ้นหรือ?” ทนายกล่าว
ในส่วนของการอายัดทรัพย์ ทนายรณณรงค์มองว่าอาจมีปัญหาเล็กน้อยในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะตามคืนได้ยาก เป็นช่องว่างทางกฎหมายที่มิจฉาชีพใช้กันอยู่
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ศาลจะให้ประกันตัวด้วยเหตุผลเพื่อออกมาชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย ทนายความบอกว่า “มีเวลาหลายวันก่อนจะโดนรวบทำไมไม่ชดเชยก่อน แต่จากประสบการณ์ คดีฉ้อโกงประชาชนมีผู้เสียหายเป็นพัน ประกันตัวยาก เว้นแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือมีเหตุต่อสู้ มีคนรับผิดแทน”
พ.ต.อ.ประทีปกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการระหว่างหน่วยงานให้ทันเล่ห์กลของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะกฎหมายแชร์ลูกโซ่หรือ พ.ร.ก.การกู้ยืมฯ พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นกฎหมายอายุ 40 ปีมาแล้ว และมีการแก้ไขเล็กน้อยเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
อดีตรองเลขาธิการ สคบ. ย้ำว่า “แชร์ลูกโซ่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องควรต้องคุยกันเสียที”
สุดท้ายคดีมหากาพย์ดิไอคอนจะมีผลแจ้งข้อหาหรือพิพากษาค้านสายตาสังคมหรือไม่นั้น ทนายรณณรงค์บอกว่า “ต้องดูว่าใครมาทำคดี แต่นี่ ผบ.ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ลงมาดูเองเลยนะ ... ให้กำลังใจตำรวจสู้กับบริษัทหมื่นล้าน แต่เผลอ ๆ เทวดาที่คอยช่วยเองเองจะเอาตัวเองไม่รอด”