หลังจากที่ นายสายหยุด เพ็งบุญชู หรือ “ทนายสายหยุด” ทนายความที่ได้รับมอบหมายจาก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" ให้เป็นผู้ทำคดีฉ้อโกง "เจ๊อ้อย" จำนวน 71 ล้านบาท ยืนยันกระแสข่าวลือว่า จะขอยุติการทำหน้าที่ว่าความให้ทนายตั้มเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น
ล่าสุด 26 พฤศจิกายน 2567 “ทนายสายหยุด” ร่วมเปิดใจเกี่ยวกับการถอนตัวดังกล่าวกับ PPTV ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ระบุว่า ถอนตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่อยากตอบแล้ว เบื่อมาก
ทนายสายหยุด กล่าวว่า วันนี้ขอออกตัวก่อนว่า การตอบหรือการวิเคราะห์เป็นมุมมองส่วนตัวและเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับจากสื่อ ไม่ใช่ในสำนวน ตอนนี้สถานะระหว่างตนกับทนายตั้มไม่เกี่ยวข้องเรื่องคดี เหลือแค่สถานะเพื่อนร่วมอาชีพ เป็นคนรู้จักกันเท่านั้น
กรณีที่พบพิรุธทนายตั้มเรื่องคดีเงิน 39 ล้านบาทนั้น จริง ๆ แล้วตนตั้งใจจะไปฟังวันที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมาย แต่พอตนมาฟังจากข่าวระบุว่า นายเล็ก ไปให้การกับตำรวจกองปราบฯ พักหนึ่งแล้ว จากนั้น นายเล็กโทรมาหาเจ๊อ้อย และเจ๊อ้อยก็ออกมาพูดถึงกรณีนี้ ตนก็เริ่มเอะใจว่า ทนายตั้ม น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย
ตนจึงมาคิดว่าถ้าคดีมันไปต่อไม่ได้ และมาถูกรวมกับคดี 3 กรรม ที่ตนรับผิดชอบอยู่ มันจะไปกันอย่างไร ก็ไม่รู้จะสู้อย่างไรให้ชนะ ส่วนตัวมองว่าปม 3 กรรมดังกล่าวมีเปอร์เซ็นต์ชนะได้ แต่พอมาคดี 39 ล้านไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรต่อได้ หลังชนฝาจริง ๆ จึงตัดสินใจแยกทางกันเพื่อให้เขาไปหาทนายคนใหม่ที่มีแนวคิดตรงกันกับเขาและมีคดีต่อไปได้
ฝรั่งเศส-อังกฤษ หารือแผนส่งทหารร่วมรบในยูเครน
ทนายสายหยุด กล่าวต่อว่า ในเมื่อมีการตั้งองค์ประกอบมาว่าฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ฉะนั้นลูกความของตนก็อาจจะเป็นตัวหลักในการกระทำ ทำให้คดีต่อตูดเรียงกันลงมาเพื่อลงไปหาข้อหาฟอกเงิน ซึ่งก็จะต่อเป็นกรรมที่ 4 กรรมที่ 5 ต่อกันลงไป
ในมุมมองนักกฎหมาย ถ้าทำคดีทีเดียวหลายกรรมถือเป็นผลดีกับผู้ต้องหา จะได้ไม่ต้องโดนดำเนินคดีหลายครั้ง ถือว่ากฎหมายก็มีความเป็นธรรม พอเรามาสู้คดีแล้วคิดว่าสู้ได้ 2 กรรม สู้ 50/50 กรรมหนึ่ง และสู้ไม่ได้ 1 กรรม ก็ไปไม่ได้ ตนก็เลยตัดสินใจถอนตัวออกมา
ทนายสายหยุด เผยว่า การออกมาให้การ มาพูดกับนักข่าว เป็นเพียงเนื้อหานอกสำนวนเท่านั้น ทว่าเนื้อหาในสำนวน พนักงานสอบสวนต้องมีการสอบสวนละเอียดมากกว่านี้แน่นอน เพื่อมองให้เห็นถึงพฤติกรรมและรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ พฤติกรรมโดยรวมอย่างไร
ส่วนกรณีพินัยกรรม ทนายสายหยุด เผยว่า น่าจะเป็นความผิดเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร ไม่ใช่ฉ้อโกง อาจเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทำลายเอกสาร ทำลายพินัยกรรม หรืออะไรอย่างไรก็ว่ากันไป ตนยังไม่แน่ใจ เพราะถ้าเจ๊อ้อยไม่ประสงค์ใช้ก็จะไม่ถือว่าผิด ซึ่งส่วนตัวไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์กรณีนี้ เพราะสอบข้อเท็จจริงไปไม่ถึง ไม่ได้สอบทุกองคาพยพในชีวิตเขา
ทนายสายหยุด เผยต่อว่า ตอนที่ตนรับงานและพูดคุยกับทนายตั้ม มีข้อเท็จจริงอยู่แค่ 3 คดี คือ 71 ล้าน เขียนแบบ และรถเบนซ์ มีข้อเท็จจริงเท่านั้นก็ต้องสอบเท่านั้น ทีนี้เราก็ไม่รู้ว่า นุ กับ สา หรือ ปีเตอร์ กับ มี่ เขาไปให้การกับตำรวจเมื่อไหร่ ซึ่งทุกวันนี้กรณี 39 ล้านยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
ตนพูดมาตลอดว่า ถ้าผิดจริงก็ไม่ทำคดี หรือคดีแพ้ตนก็ไม่อยากทำ พูดมาตลอดตั้งแต่สัมภาษณ์วันแรก ตนแนะนำทางที่ดีที่สุดให้กับเขา แต่ผลสุดท้ายเขาตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของเขา ความคิดคนก็ไม่เหมือนกัน เขาอาจมองในมุมของเขา ตนก็มองในมุมของตน แต่สุดท้ายแล้วผู้เสียหายกับผู้ต้องหาย่อมรู้ดีกว่าพวกเราทุกคนที่พูดที่ฟังอีก ถ้าเขายืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด ก็ให้เขาพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของเขาไป
ทนายสายหยุด กล่าวว่า กรณีเงิน 39 ล้าน เขาให้การกับตำรวจอย่างไรในศาลก็ต้องให้การตามนั้น มิเช่นนั้นจะเป็นการให้การเท็จ อย่างที่ตนกล่าวว่าปม 39 ล้านนั้นมี 3 ช่วง ช่วงตระเตรียมวางแผนหลอกลวง ช่วงรับเงินมา และช่วงพาเงินไป เขาอาจเกี่ยวในช่วงพาเงินไป แต่ไม่ได้เกี่ยวช่วงวางแผนก็เป็นไปได้ หรือเป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทย์ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทนายตั้มเข้าข่ายขั้นตอนใด ซึ่งแต่ละขั้นก็จะรับโทษแตกต่างกัน
ทนายสายหยุด กล่าวต่อว่า ปลายทางของคดีนี้ตนยังพูดไม่ได้ เพราะการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น อัยการก็ยังไม่ฟ้อง หรือถ้าฟ้องแล้วก็ยังต้องตรวจพยานหลักฐาน สามารถรับสารภาพได้ตลอดก่อนถึงวันพิพากษา เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปการลดโทษจะยิ่งน้อยลง
ส่วนเรื่องภรรยาทนายตั้มมีโอกาสได้ประกันตัวอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ในเร็ววันนี้ก็คงจะมีการดำเนินการ โดยภรรยาทนายตั้มโดนกล่าวหาว่าร่วมสมคบกับทนายตั้มเพื่อฟอกเงิน และได้สมคบฟอกเงิน และนำเงินที่ได้จากการฟอกเงินมารับโอนไว้ ซึ่งตาม พ.ร.บ. การฟอกเงิน การรับโอนคือการเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์เพื่อปกปิดอำพรางแหล่งที่มา ซึ่งเขามาเกี่ยวในช่วงนี้ ไม่เกี่ยวกับการค้ำประกัน
ทนายสายหยุด มองว่า ความเคลื่อนไหวต่อไปของทนายตั้มและภรรยาก็คงต้องแบ่งรับแบ่งปฏิเสธบ้าง ก็ต้องดูไป ระยะทางยังอีกยาวไกล