ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เปิดโต๊ะข่าว" ทางพีพีทีวี ถึงกรณีเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพมหานคร จนส่งผลให้อาคารสำนักงาน สตง.เกิดถล่มลงมา แม้ว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการกู้ซาก เพื่อค้นหาผู้สัญหาย แต่ก็ยังมีประเด็นที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตา ว่าเหตุใดตึกขนาดใหญ่ถึงถล่มลงมาได้
ซึ่งวันนี้ ศ.ดร.อมร ได้ฟังธงผ่านรายการว่า เกิดจากผนังปล่องลิฟต์ ที่เริ่มถล่มลงมา
จึงทำให้ทั้งอาคารร่วงหล่นลงมา ซึ่งในวงการวิศวกรรมเราผมคิดว่าค่อน ข้างที่จะชัดเจน แล้วก็เห็นไปในทางเดียวกัน
"วิศวกรรมวันแรก ๆ ก็เกิดความสับสน ว่าเสานี้อยู่ด้านหน้าพังก่อน เมื่อเอาวีดีโอทุก ๆ มุมมาดูพร้อม ๆ กัน หมดเลยแล้วก็ไล่เฟรม ไปวินาทีต่อวินาที มันก็จะเห็นลำดับ ที่จริงแล้วความเสียหาย เกิดจากตัวผนังปล่องลิฟต์ก่อน ผนังปล่องลิฟต์รับน้ำหนักอาคารเป็นส่วนใหญ่ พอผนังป่องลิฟต์ร่วงลงมา ทำให้อาคารทั้งหลังเนี่ยก็พังทลายตามลงมา"
ส่วนกรณีการปรับลดแบบผนังปล่องลิฟต์ และการใช้วิสดุที่ไม่ได้มาตราฐานนั้น ศ.ดร.อมร ให้แนวทางความรู้เรื่องนี้ว่า เวลาที่วิศวกรออกแบบผนังปล่องลิฟต์ จะต้องคำนึงถึง 3 หลักที่กำหนด 1. ความหนาของตัวปล่องลิฟต์ 2. กำหนดจำนวนเหล็กที่จะใช้ในผนังปล่องลิฟต์ เช่น จะต้องใส่เหล็กกี่เส้น 3. กำหนดใช้คอนกรีต ที่มีค่ากำลังอัดเท่าไหร่ ซึ่ง 3 สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของผนังปล่องลิฟต์
แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ได้เชิญทางสตง. เข้าไปชี้แจง มีเอกสารออกมา 66 หน้า แต่มีหน้าหนึ่งเป็นจุดสังเกต ว่ามันมีการขอแก้ไขความหนาของตัวผนังปล่องลิฟต์ลง จากเดิมกำหนดไว้ 30 ซม. ให้เหลือ 25 ซม. ดังนั้นการลดความหนาลง อาจส่งผลต่อกำลังรับน้ำหนัก ของตัวผนังปล่องลิฟต์ก็เป็นไปได้
ศ.ดร.อมร ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอผลการทดสอบตัวคอนกรีต เนื่องจากคอนกรีตเป็นวัสดุโครงสร้างสำคัญอย่างมาก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แต่ปัญหาตอนนี้คือตรงที่พังทลายลงมา ได้ถูกทับถมไปหมดแล้ว ฉะนั้นการเข้าไปเก็บหลักฐาน ในฐานของปล่องลิฟต์ที่เป็นจุดตั้งต้นของการพังทลาย ก็จะทำให้ยากมากเลย ซึ่งตอนนี้ก็จะเหลือผนังปล่องลิฟต์จากด้านบนที่ยังเหลืออยู่ แต่ท้ายที่สุดก็จะเกิดข้อโต้แย้งอีก ว่ามันไม่ใช่จุดที่ถล่มก่อน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ยาก ในจุดนี้อาจจะต้องพาผู้เชียวชาญด้านวัสดุมาตรวจสอบอีกรอบ เพราะอาจจะเอาเศษปูน ที่ยังเป็นก้อนเพื่อไปทดสอบ
"เอาตรงเศษปูนหรือว่าชิ้นส่วนปูนที่มีอยู่ ที่อาจจะไม่ได้เป็นก้อน แล้วลองไปทดสอบ ดูว่ามีส่วนผสมทางเคมี อัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์เป็นเท่าไหร่ แล้วจะวินิจฉัยหาค่ากำลังอัดที่น่าเชื่อ"
ศ.ดร.อมร ยังบอกด้วยว่า ถ้าวันนี้เรารู้ความหนาหายไป ถ้าเรารู้ค่ากำลังการอัดวัสดุ ที่เก็บได้จากไซส์งานจริง รวมถึงถ้าเรารู้แรงแผ่นดินไหวในวันนั้น เราสามารถคำนวนย้อนกลับด้วยว่า ภายใต้สภาวะความหนาลดลง ภายใต้กำลังอัดค่าปูนค่าแรง G แล้วแรงแผ่นดินไหวที่เกิดค่า G โครงสร้างรับน้ำหนักได้หรือไม่ ซึ่งตรงส่วนนี้คณะกรรมการก็กำลังสืบหาข้อเท็จจริงในแนวทางนี้อยู่
ส่วนเรื่องการปลอมลายเซ็นต์ ไปเกี่ยวโยงกับเรื่องนี้หรือไม่ ศ.ดร.อมร เผยว่า เมื่อมีการแก้ไขแบบความหนา จะให้ผู้ออกแบบเดิมเขาทำการตรวจสอบก่อน แล้วต้องมีการเห็นชอบ เพราะเป็นคนออกแบบดั่งเดิม จึงอยากถามว่ากระบวนการนี้มีหรือไม่ จุดนี้เราจึงต้องข้อสังเกตได้ว่า ผู้ออกแบบรับรู้หรือไม่ว่ามีการแก้ไขแบบ ส่วนในแบบที่มีการปรับที่เป็นเอกสารตามที่ สตง.ส่งมา ดันมีลายเซ็นต์วิศวกรท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลายเซ็นต์ของฝั่งผู้ควบคุมงาน ซึ่งก็มีประเด็นคำถามว่า วิศวกรคนดังกล่าวก็ออกมายืนยัน ว่าไม่ได้เป็นคนเซ็นต์ มีการแอบอ้างเอาลายเซ็นต์ไป ดังนั้นเท่ากับว่ามีกระบวนการอะไรบางอย่าง ที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น แล้วเป็นจุดที่เกิดขึ้น ตรงกับปล่องลิฟต์พอดี เพราะฉะนั้นทำให้โยงภาพออกมาว่า มันมีความเสียหายที่ปล่องลิฟต์ก่อน มันมีการแก้ไขแบบความหนาที่ปล่องลิฟต์ แล้วอีกปัจจัยผู้ออกแบบเดิมก็ไม่รู้ว่ามาอยู่กระบวนการเห็นชอบหรือยัง แล้วดันมีประเด็นการแอบอ้างลายเซ็นต์วิศวกร แล้วเราก็ยังไม่รู้ว่าคอนกรีตตรงจุดนั้น มีค่ารับแรงอัดอยู่เท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าเรารู้ทั้งหมดเราจะไขปริศนาตรงนี้ได้
"ฉะนั้นการให้ความเห็นของผม ไม่อยากชี้นำ แท้จริงผมต้องการให้ได้ข้อมูลครบแล้ว เราหาให้เจอว่าใครคือคนทำผิดตัวจริงจะดีกว่า เพราะว่าถ้าผมพูดออกไปตอนนี้ มันจะกลายเป็นว่าคนที่เขาผิดเขาก็อาจจะรอดก็ได้ ผมคงจะให้เหตุผลในเชิงที่เป็นวิทยาศาสตร์ ว่าข้อมูลอะไรที่มีความจำเป็น ที่เราต้องรวบรวมมาเพื่อจะหาคำตอบ สุดท้ายว่าใครคือผู้ร้ายตัวจริงให้ได้"