สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยข้อมูล ผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือ โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานที่ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) อื่น ๆ วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กับการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งปอด และการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมเพิ่มขึ้น
ไตรมาส 4 ปี 2568 จำนวนผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 98.5 จาก 358,795 ราย เป็น 712,384 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 558,368 ราย และโรคปอดอักเสบ จำนวน 120,163 ราย ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลง พบว่า ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 166.2 ขณะที่จำนวนผู้ป่วยโรคหัด โรคไข้เลือดออก และโรคบิด มีแนวโน้มลดลง
สำหรับภาพรวมปี 2568 พบผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังจำนวน 1,813,651 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,750.8 รายต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 44.9 โดยโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ โรคไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 80.4 ขณะที่โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก ยังคงอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของคนไทยแย่ลง
จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (Mental Health Check In: MHCI) ไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งมีผู้เข้ารับการประเมินกว่า 180,000 ราย พบว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามีสัดส่วนสูงที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 6.6 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.3 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาเป็นผู้ที่มีความเครียดสูง ร้อยละ 6.0 ผู้ที่มีภาวะหมดไฟ ร้อยละ 4.5 และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ร้อยละ 3.6
ภาพรวมปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ในทุกกลุ่มความเสี่ยงโดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามีสัดส่วนสูงที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 8.3 รองลงมา ได้แก่ ผู้ที่มีความเครียดสูง ผู้ที่มีภาวะหมดไฟ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ตามลำดับ สะท้อนแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ
โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) อื่น ๆ ในช่วงปี 2565-2567 อัตราการป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 13,730.1 ต่อประชากรแสนคน เป็น 15,907.1 ต่อประชากรแสนคน ขณะที่โรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 6,804.8 ต่อประชากรแสนคน เป็น 7,974.4 ต่อประชากรแสนคน สูงกว่าโรค NCDs อื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งสองโรคยังนำไปสู่โรค NCDs อื่น ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคตา โรคเส้นประสาทเสื่อม อย่างไรก็ดี รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย พ.ศ. 2567-2568 กลับพบว่า ร้อยละ 47.8 ของผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง และร้อยละ 27.0 ของผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นโรคเบาหวาน ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว ทั้งนี้ หากมีมาตรการทางภาษีด้านสุขภาพควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เกลือ น้ำตาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่หรือยาสูบ ก็จะช่วยเสริมประสิทธิผลของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเชิงโครงสร้างได้มากยิ่งขึ้น
วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
กับการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งปอด เขตสุขภาพที่ 13 (กรุงเทพมหานคร) มีอัตราป่วยโรคมะเร็งปอดในปี 2561 ปี 2563 และปี 2565 สูงกว่าเขตสุขภาพอื่นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในปี 2565 อัตราป่วยจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ร้อยละ 29.4 เกือบสองเท่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-พฤษภาคม ทั้งนี้ ข้อมูล World Air Quality Index ชี้ว่า จำนวนวันที่มีอากาศดีในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจาก 20 วัน ในปี 2561 เป็น 90 วัน ในปี 2564 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลดลงของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภายหลังปี 2564 จำนวนวันที่มีอากาศดีในกรุงเทพฯ กลับลดลงจนเหลือเพียง 38 วัน ในปี 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดเพิ่มสูงขึ้น
โดยในปี 2568 พบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ย 52 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 41 รายต่อวัน นอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบต่อโรคอื่น ๆ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคผิวหนัง และโรคตา โดยในช่วงปี 2564-2568 มีผู้ได้รับผลกระทบเฉลี่ยปีละกว่า 10.4 ล้านรายทั่วประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นในการมีกลไกจัดการคุณภาพอากาศเชิงรุก เช่น การจำกัดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลผ่านมาตรการภาษีความแออัด (Congestion Tax) ในลักษณะเดียวกับกรุงลอนดอนที่กำหนดให้รถยนต์ต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราสูงเมื่อขับเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน รวมถึงการสั่งหยุดหรือชะลอกิจกรรมก่อสร้างที่ก่อฝุ่นสูงในช่วงที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับวิกฤต
ประเทศไทยมีสถิติการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพมารดาและทารกเพิ่มขึ้น เช่น การแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด และความผิดปกติของทารก ข้อมูลด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย พบว่า ในปี 2568 มีหญิงตั้งครรภ์ได้รับบริการฝากครรภ์ครบ 5 ครั้ง ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เพียงร้อยละ 62.0 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี
ขณะที่อัตราการคลอดก่อนกำหนดอยู่ที่ร้อยละ 10.1 (เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ที่ร้อยละ 9.0) และอัตราส่วนการตายของมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน อยู่ที่ 19.9 ราย (เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ที่ 16 ราย) ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการเร่งขยายการเข้าถึงบริการฝากครรภ์ อาทิ ผลักดันให้การลาไปฝากครรภ์เป็นสิทธิที่พึงได้รับ ส่งเสริมให้ฝากครรภ์ที่หน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลในพื้นที่ห่างไกล หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำในการนัดหมายบางครั้ง และติดตามกรณีที่ไม่มารับบริการตามนัดอย่างทันท่วงที