นายโทนทอง สุขแก่น หรือโทน บางแค เซียนพระชื่อดัง พร้อมด้วยเซียนพระหลายราย เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อมีหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกดำเนินคดีกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกง "มาดามเก่ง" รวมทั้งยังมีเซียนพระบางรายถูกทำร้ายร่างกาย
โดยโทน บางแค เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ตนได้เคยร้องเรียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับเรื่องของนายตำรวจระดับสูงนายหนึ่งที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีพิพาททางหนี้สิน
แต่ปรากฏว่า นายตำรวจคนดังกล่าวกลับออกมาให้ข่าวและสัมภาษณ์กับรายการสื่อต่างๆ ในลักษณะของการชี้นำสังคมว่า ตนเป็นคนคดโกง ทำขบวนการฉ้อฉล ไปจนถึงกล่าวหาว่าตนเป็นโจรกระจอก บางครั้งก็พูดว่า ถ้างูเข้าบ้านกับเซียนพระเข้าบ้าน จะตีเซียนพระก่อน หนักสุดก็ถึงขั้นบอกว่าคนที่ซื้อขายพระกับตนจะเข้าข่ายเป็นการฟอกเงินและรับของโจร
หลายคำพูดที่มีการพูดออกมานั้น มีลักษณะของการชี้นำสังคมว่าตนเป็นคนไม่ดี กลายเป็นการชี้นำทำให้สังคมตัดสินไปแล้วว่าตนเป็นคนผิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาบอกว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาตน แต่พอตนไปแสดงตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งตำรวจก็ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาตนเลย
ซึ่งลักษณะของการชี้นำสังคมแบบนี้ ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของตนอย่างมาก แทบจะไม่มีใครมาซื้อขายพระกับตน เพราะกลัวเรื่องรับของโจรและฟอกเงิน ทั้งที่ตนได้ทำธุรกิจอย่างสุจริต
จากพฤติกรรมของนายตำรวจท่านนั้น ตนเลยรู้สึกไม่สบายใจและเกรงว่า จะใช้ตำแหน่งทางราชการมาชี้นำสังคม ตนเลยตัดสินใจนำเรื่องราวดังกล่าวมาร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบพฤติกรรมของนายตำรวจคนนี้ ไปจนถึงการตรวจสอบการดำเนินคดีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตนว่าเป็นธรรมกับตนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาได้เคยยื่นขอความเป็นธรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้นำสำนวนคดีออกจากความรับผิดชอบของนายตำรวจที่เป็นคู่กรณีกับตน แต่กลับไม่มีความคืบหน้า ตอนกังวลว่าจะเป็นการยัดเยียดข้อหาความผิดให้กับตน ทั้งที่ตนไม่ได้ทำความผิดอะไร
ตนจึงคาดหวังว่า เนื่องจากนายอนุทินก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องพระเช่นเดียวกัน หวังว่าท่านจะรับทราบความเดือดร้อนของตนและให้ความเป็นธรรมกับตนต่อไป ส่วนเรื่องรายละเอียดกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นั้น ตนขอไม่ให้สัมภาษณ์หรือให้รายละเอียดใด ๆ แล้ว ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ทั้งนี้ยืนยันว่า ตนไม่ใช่ 9 เซียนพระที่มีการแถลงว่าร่วมกันฉ้อโกง รวมทั้งขอว่าอย่าเหมารวมว่าเซียนพระทุกคนเป็นคนไม่ดี ส่วนตัวตอนนี้แม้ยอมรับว่าเคยพูดเห็นใจเจ้าหนี้ที่มีข้อพิพาทกัน แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการที่ตนมาร้องขอความเป็นธรรม เพราะถึงยังไงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีต้นทางมาจากอะไร ทุกคนรู้กันดี ตอนนี้ตนทำได้เพียงทำธุรกิจเพื่อหาเงินมาชดใช้หนี้
ขณะเดียวกัน ยังมีเซียนพระอีก 2 คนที่มาร่วมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ “หนุ่ม นครปฐม ที่มาร้องขอความเป็นธรรมในเรื่องที่เคยถูกทำร้ายร่างกาย จนทำให้เลือดออกในสมองและเกิดภาวะเนื้องอกในสมอง แต่คดีผ่านมาเกือบปี แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุนี ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่คดีดังกล่าวมีลักษณะของการวางแผนทำร้ายร่างกายและเป็นเรื่องหนี้สินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคู่กรณีที่ปรากฏเป็นข่าว แต่ไม่ชี้ชัดว่าคู่กรณีคนดังกล่าวมีส่วนพัวพันหรือไม่
อีกรายหนึ่งคือ “เจน ปิยะทัต” ซึ่งได้เปิดเผยว่า ตอนกลับถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการฉ้อโกงมาดามเก่ง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มาดามเก่งด้วยซ้ำพี่เป็นหนี้กับตนถึง 65 ล้านบาท เพราะก่อนหน้านี้ ตนเคยขายพระให้มาดามเก่ง 65 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่งได้เขียนเช็คให้ตนแล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน มาดามเก่งก็ได้ขายพระให้เซียนพระอีก 2 ราย ในลักษณะของการหารครึ่งราคา โดยเซียนพระทั้งสองก็ได้ตีเช็คและส่งมอบเงินให้กับมาดามเก่งแล้ว
แต่ปรากฏว่ามาดามเก่งยังไม่ส่งมอบเงินตามที่ตีเช็คมาให้ตน กลายเป็นว่าเช็คของมาดามเก่งที่ตีให้ตนเป็นเช็คเด้ง และยังพยายามที่จะเหมารวมเช็คทั้ง 2 ใบของเซียนพระที่โอนเงินให้กับมาดามเก่งว่า เป็นเช็คที่ตีมาให้กับตนเพื่อเป็นเช็คค้ำประกัน เพื่อเปลี่ยนจากคดีอาญาเป็นคดีแพ่ง เรื่องนี้ตนรับไม่ได้อย่างมาก จึงได้มาร้องขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรีด้วยและหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากนายกรัฐมนตรี
ด้านคุณนัท แฟนพันธุ์แท้จตุคามรามเทพ ปี 2007 ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตนมีรุ่นน้อง 2 คนที่ขณะนี้อยู่ในเรือนจำ เนื่องจากถูกดำเนินคดีเช็คเด้ง แม้ว่าจะมีความผิดเกิดขึ้นจริง แต่รุ่นน้องทั้งสองคนก็ถูกกระทำในลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับโทน บางแค คือการไม่ยอมทำตามสัญญาที่จะมีการถอนแจ้งความและบีบบังคับให้โอนบ้าน อีกทั้งยังถูกทำร้ายร่างกายจากกรณีหนี้สินที่เกิดขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ ตนจะช่วยเหลือรุ่นน้องทั้งสองด้วยการให้ทั้งคู่เขียนเรื่องราวผ่านจดหมายและจะนำมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรีในภายหลัง