นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม แถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตกทับขบวนรถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และกรณีคานปูนกับเครนพังถล่มบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ถนนพระราม 2 ร่วมกับ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ และนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง
นายจิระพงศ์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 45 วัน โดยกรณีเครนถล่มที่ อ.สีคิ้ว เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า ไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรพังเสียหาย แต่เกิดจากระบบความปลอดภัยในการทำงานล้มเหลว ไม่มีการขออนุญาตทำงาน (Work Permit) เครื่องจักรไม่ได้รับการตรวจสอบครบถ้วน และไม่มีผู้ควบคุมงานอยู่หน้างานจริงหรือมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 31 คน บาดเจ็บ 71 คน และรถไฟเสียหายรวม 3 คัน
จากการตรวจสอบโครงสร้างตัวเครนยกติดตั้ง หรือ Launcher (ลอนเชอร์) ตามขั้นตอนการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้อง ช่างจะต้องย้าย Middle Support มาไว้ใกล้กับ Front Support เพื่อถ่ายน้ำหนักในการเคลื่อนย้ายให้สามารถรองรับน้ำหนักได้ แต่ช่างกลับเลื่อนเครนทันทีโดยไม่มีการเลื่อน Middle Support ส่งผลให้แถบเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหวจนเกิดการฉีกขาด ขา Front Support ร่วงลงมาโดนโบกี้รถไฟที่ 2 และขา Front Leg ร่วงลงมาโดนโบกี้รถไฟที่ 3
ทั้งนี้ ความบกพร่องที่พบคือ ไม่มีการขอ Work Permit ก่อนทำงาน ขาดวิศวกรความปลอดภัยหรือผู้ควบคุมกำกับหน้างาน ตรวจเครื่องจักรไม่ครบ ใบรับรองความปลอดภัยเครื่องจักรหมดอายุ รวมถึงไม่มีการปิดกั้นทางรถไฟชั่วคราวระหว่างปฏิบัติงาน
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้รับจ้างข้ามขั้นตอนการทำงานด้วยการอนุมัติงานย้อนหลัง ขณะที่บริษัทที่ปรึกษา (CSC) ไม่ได้ลงพื้นที่จริง และพบการลงนามเอกสารย้อนหลังหลังทำงานเสร็จแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเกิดอุบัติเหตุลักษณะเดียวกันหลายครั้ง โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ออกหนังสือกำชับทุกหน่วยงานให้เข้มงวดกับการใช้งาน Launcher ในทุกโครงการ แต่กลับไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง
ส่วนกรณีคานปูนและเครนพังถล่มบนถนนพระราม 2 หลังเกิดเหตุได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันที โดยพบว่าจุดเกิดเหตุมีลักษณะไม่สมมาตร มีความเอียงและเป็นทางยกระดับเข้าโค้ง ทำให้ขาของ Launcher ไม่อยู่ในระนาบเดียวกัน หน้างานจึงแก้ปัญหาด้วยการนำแผ่นเหล็กหนา 10-15 เซนติเมตร มาซ้อนทับกันหลายชั้นรวม 5-6 แผ่น สูงเกือบ 1 เมตร ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานความปลอดภัย
คณะกรรมการตรวจสอบยังพบว่า อุณหภูมิช่วงกลางคืนอยู่ที่ 21 องศาเซลเซียส แต่ช่วงเช้าเพิ่มเป็น 26 องศาเซลเซียส หรือแตกต่างกัน 5 องศาฯ ประกอบกับคุณสมบัติของเหล็ก เมื่อคำนวณตามปัจจัยแปรผัน เทียบเท่ากับอุณหภูมิเหล็กที่เพิ่มขึ้นถึง 8 องศาฯ ส่งผลให้เหล็กขยายตัวและเกิดแรงดันด้านข้าง ประกอบกับจุดซัพพอร์ตถูกวางในบริเวณที่คอนกรีตของเซกเมนต์มีความหนาไม่เพียงพอ ทำให้คอนกรีตเริ่มแตกร้าว เมื่อแรงดันด้านข้างสะสม แผ่นเหล็กชิมบล็อกที่ซ้อนกันจึงสูญเสียเสถียรภาพ เกิดการไถลและพลิกจนพังถล่มลงมา
ส่วนความบกพร่องของกรณีดังกล่าว พบว่า ผู้รับจ้างติดตั้งผิดไปจากแบบที่ขออนุมัติ เครนมีการดัดแปลงอุปกรณ์หน้างาน และใบ ปจ.1 หมดอายุ ขณะที่ผู้ควบคุมงานไม่ได้เข้าตรวจสอบและไม่สั่งหยุดปฏิบัติงาน