นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวหลังจากตรวจสอบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการกำกับ Data Center เพื่อตรวจสอบตามขอบเขตที่รับผิดชอบ
ซึ่งในกรุงเทพฯ มี Data Center กระจายอยู่ตามอาคารต่าง ๆ รวมทั้งหมด 43 แห่ง ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก กระจายอยู่ตามอาคารสำนักงาน ผลตรวจสอบเบื้องต้นไม่น่ากังวล เพราะส่วนใหญ่มีขนาดไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
แต่มีที่ยื่นขอใบอนุญาตขนาดใหญ่หรือแบบ Stand-alone 6 แห่ง เปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างชะลอใบอนุญาต 3 แห่ง
สำหรับ 3 แห่งที่เปิดดำเนินการแล้ว ผลตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบหรือเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ที่ผ่านมาเคยมีเรื่องร้องเรียนเรื่องเสียงรบกวน 1 ครั้ง ในพื้นที่บางกะปิ หลังผู้ประกอบการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง หรือ Generator ในช่วงเวลากลางคืน
หลังได้รับเรื่องร้องเรียน ผู้ประกอบการได้ปรับเปลี่ยนเวลาทดสอบเครื่อง Generator จากช่วงกลางคืนมาเป็นช่วงกลางวัน ทำให้หลังจากนั้นไม่มีเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม
สำหรับการตรวจสอบด้านความปลอดภัย กทม. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบการอย่างชัดเจน ตั้งแต่รายการที่ต้องตรวจสอบ รายละเอียดของการตรวจ ไปจนถึงค่ามาตรฐานที่ต้องควบคุม ทั้งระดับเสียง อุณหภูมิ รวมถึงระบบน้ำ ส่วนอีก 3 แห่งยังชะลอเหมือนเดิม เพื่อรอเกณฑ์และมาตรฐานความปลอดภัยใหม่
นายชัชชาติบอกว่า Data Center ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก เพราะระบบคลาวด์และศูนย์คอมพิวเตอร์เหล่านี้มีมานานแล้ว แต่การนำเข้ามาจัดระเบียบและกำหนดเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ดียิ่งขึ้น
โดย กทม. ได้กำหนดขั้นตอนและมาตรฐานการตรวจสอบอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมและติดตามการดำเนินงานของ Data Center ได้อย่างเป็นระบบ ตรวจสอบขนาดและที่ตั้ง ส่วนใหญ่ใน กทม. เป็นขนาดเล็ก กระจายตัวอยู่ตามอาคารพาณิชย์และสำนักงานต่าง ๆ โดยมีบางแห่งตั้งมานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 หรือราว 26 ปีที่แล้ว
การใช้พลังงาน ซึ่งการใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ แต่มีการใช้พลังงานสำหรับ Data Center เพียงประมาณ 270 เมกะวัตต์ คิดเป็นประมาณ 3% ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กกว่าส่วนภูมิภาคที่มีขนาด 200–300 เมกะวัตต์
การควบคุมตามกฎหมาย กทม. รับผิดชอบหลักในเรื่องใบอนุญาตการก่อสร้างอาคาร ผังเมือง และการสาธารณสุข โดยในอนาคตอาจมีเกณฑ์กำหนดจากรัฐบาลให้ Data Center เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรมที่ต้องรอสรุปข้อกำหนด
นายชัชชาติระบุอีกว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด กทม. ได้กำหนดเช็กลิสต์มาตรฐานเพิ่มเติมสำหรับ Data Center ทุกแห่ง โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ มีการรับรองมาตรฐานสากล สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่แบบ Stand-alone ต้องมีใบรับรองมาตรฐานจากสถาบันนานาชาติ หรือมาตรฐานระดับประเทศอย่าง DTEC ซึ่งต้องมีการอัปเดตทุก 3 ปี เพื่อประกอบการพิจารณาความปลอดภัย
การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและมลพิษ จะมีการตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียและสารปนเปื้อน รวมถึงเฝ้าระวังเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียปีละ 2 ครั้ง
ตรวจสอบฝุ่นละออง PM10 และ PM2.5 แบบเรียลไทม์ ตรวจอุณหภูมิ ด้วยการควบคุมอุณหภูมิโดยรอบไม่ให้เปลี่ยนแปลงเกิน 2-4 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง
ควบคุมระดับเสียงเฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมงไม่เกิน 71 เดซิเบล และสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบล รวมถึงตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย ต้องมีเครื่องดับเพลิงและระบบน้ำดับเพลิงตามมาตรฐานที่สามารถรับมือเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ได้ทันที
ยันไม่พบจุดรั่วท่อน้ำมัน Data Center ย่านพระราม 3 คาดคราบน้ำมันเก่า
นายชัชชาติยังเปิดเผยความคืบหน้ากรณีน้ำมันเชื้อเพลิงปนเปื้อนในท่อระบายน้ำย่านพระราม 3 ว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลัง กทม. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน และบริษัทน้ำมัน เร่งตรวจสอบหาต้นตอของคราบน้ำมันอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด ผลการตรวจสอบท่อส่งน้ำมันขนาด 14 นิ้ว จำนวน 2 ท่อ ซึ่งเป็นท่อแรงดันสูงประมาณ 40 เท่าของความกดอากาศ หรือ 40 บาร์ และพาดผ่านใกล้จุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ร่วมกับบริษัทผู้รับผิดชอบตรวจสอบจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา ยังไม่พบรอยรั่วหรือการซึมของน้ำมันจากท่อหลักทั้ง 2 ท่อ
แต่ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. วันนี้ หลังเกิดฝนตกหนักในช่วงเช้ามืด ต่อมาเวลา 04.30 น. เจ้าหน้าที่กลับพบคราบน้ำมันซึมขึ้นมาบริเวณผิวพื้นอีกเล็กน้อย ทำให้ต้องเร่งหาคำตอบว่า คราบน้ำมันดังกล่าวมาจากแหล่งใด
เบื้องต้น กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดจากน้ำฝนที่ไหลลงพื้นที่และชะล้างคราบน้ำมันเก่าที่ตกค้างสะสมอยู่ภายในโพรงหรือจุดกักเก็บใต้ดิน ก่อนถูกน้ำดันเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นน้ำมันชนิดเดียวกับที่อยู่ในท่อส่งน้ำมันหลักหรือไม่
ช่วงเช้าวันนี้ กทม. จึงเตรียมประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำน้ำมันที่พบไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นน้ำมันเก่า น้ำมันใช้แล้ว หรือเป็นน้ำมันประเภทใด ก่อนนำผลไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างน้ำมันจากท่อหลัก เพื่อหาความเชื่อมโยงและระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน
นายชัชชาติระบุว่า จะเร่งตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติม และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่
โดย กทม. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังเกิดฝนตก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คราบน้ำมันที่ตกค้างอยู่ใต้ดินถูกชะล้างและปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมเร่งตรวจสอบเพื่อให้ทราบต้นตอที่แท้จริง และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด