สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาค 2 (ป.ป.ช. ภาค 2) ลงพื้นที่รับฟังปัญหาสารปนเปื้อนและกากขยะอุตสาหกรรมจากชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ในรัศมีโรงงานที่พบคราบสารเคมีสีรุ้งรั่วไหล ชาวบ้านสะท้อนว่า หลังมีโรงงานเข้ามาต้องทนกับกลิ่นเหม็นทั่วหมู่บ้าน และแม้เดิมรับรู้ว่าจะมีการฝังกลบขยะ แต่ปัจจุบันกลับพบกองขยะสูงเป็นภูเขา สร้างความกังวล
โดยเฉพาะพื้นที่ดังกล่าวเป็นทุ่งรับน้ำที่น้ำท่วมทุกปี จึงตั้งคำถามถึงการอนุญาตให้ตั้งโรงงานในพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานยืนยันว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถคัดค้านได้
ด้านนายธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านสระมะเขือ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กรมอนามัยและกรมควบคุมโรค หลังตรวจคัดกรองพบว่า ตนเป็น 1 ใน 5 คนของหมู่บ้าน ที่มีสารโลหะหนักในร่างกายเกินค่ามาตรฐาน แต่ยังไม่ได้รับแจ้งว่าเป็นสารชนิดใด โดยขณะนี้ได้เข้ารับการตรวจเลือดและเอกซเรย์เพิ่มเติมที่โรงพยาบาลแล้ว พร้อมรอผลตรวจอย่างเป็นทางการ
ผู้ใหญ่บ้านยอมรับว่า รู้สึกตกใจ เพราะก่อนหน้านี้มีอาการมึนศีรษะ ไอแห้ง และมีไข้เป็นบางช่วง แต่เข้าใจว่าอาจเกิดจากการทำงานหนัก ส่วนสาเหตุที่อาจทำให้ได้รับสารโลหะหนักนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบถามประวัติความเสี่ยง โดยผู้ใหญ่บ้านตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับการบริโภคปลาในแหล่งน้ำใกล้หมู่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงน้ำท่วมแรก ๆ ตนเองจับปลามารับประทานเป็นจำนวนมาก รวมถึงชาวบ้านในหมู่บ้านด้วยเช่นกัน โดยไม่ทราบว่ามีคราบสีรุ้งปนเปื้อนในแหล่งน้ำ กระทั่งทราบข่าวจึงนำปลาที่เหลือไปปล่อยทั้งหมด นอกจากนี้ ในช่วงน้ำท่วมยังต้องลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน ทั้งขนย้ายผู้สูงอายุไปยังศูนย์พักพิง แจกจ่ายอาหารและน้ำ รวมถึงช่วยขนย้ายสิ่งของ โดยต้องแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอีกว่า นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านกังวลมาตลอด เกี่ยวกับเรื่องสารเคมี ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นทุ่งรับน้ำ ชาวบ้านใช้ชีวิตผูกพันกับธรรมชาติมาโดยตลอด เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลเข้าทุ่ง ชาวบ้านก็ลงไปหาปลา และนำพืชผักตามธรรมชาติมาประกอบอาหาร ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญ หรือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในชุมชน แต่หลังเกิดเหตุพบคราบสีรุ้งปนเปื้อนในแหล่งน้ำ วิถีชีวิตที่เคยเป็นปกติกลับเปลี่ยนไป ชาวบ้านเกิดความหวาดระแวง ไม่กล้าลงไปหาปลา ไม่มั่นใจว่าจะนำพืชผักหรือน้ำในพื้นที่มาใช้บริโภคได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังเข้าสู่ฤดูทำนา ก็ยังกังวลว่าจะสามารถนำน้ำมาใช้เพาะปลูกได้หรือไม่
บางช่วงบางตอนของการให้สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านน้ำตาคลอกล่าวด้วยความอัดอั้นใจว่า แม้ชาวบ้านบางส่วนจำเป็นต้องเสี่ยงทำนา เนื่องจากเป็นอาชีพหลัก แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าสามารถใช้น้ำในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ขณะที่บางคนยังกังวลเรื่องการหาปลาและการบริโภคอาหารจากธรรมชาติ “แต่สิ่งที่เขากลัวมากกว่า ก็คือ กลัวไม่มีอะไรจะกิน”
ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา ผู้ใหญ่บ้านระบุว่า ชาวบ้านคาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง โดยรู้สึกใจชื้นขึ้นหลังมีคำสั่งปิดกิจการโรงงานชั่วคราว และหวังว่าทุกหน่วยงานจะร่วมกันตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ไขปัญหา เพื่อให้สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง