วันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขไทย อนุมัติให้ปรับสูตรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สลับยี่ห้อ สำหรับผู้รับวัคซีนเข็มแรกเป็น “ซิโนแวค” ให้มารับเข็มสองเป็น “แอสตร้าเซเนก้า” เพื่อป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ซึ่งดำเนินการได้ทันทีในสถานพยาบาล
ศูนย์จีโนมฯ เผย ไทยพบคลัสเตอร์เชื้อพันธุ์ผสม 7 คน ใหญ่ที่สุดในโลก
โดย ศ.นพ.ประสิทธิ์ เผยว่า การที่จะให้วัคซีนสลับยี่ห้อ หรือที่เรียกว่า “ฉีดไขว้” จะต้องมีงานวิจัยทางวิชาการรองรับ ซึ่งต่างประเทศก็ทำมาแล้ว รวมถึงในไทยมี 5 โรงเรียนแพทย์กำลังทำศึกษาอยู่ ทราบว่าจะเปิดเผยผลการวิจัยในเร็วๆ นี้ แต่ผลที่ออกมาเป็นแนวทางเดียวกันและคล้ายคลึงกับผลศึกษาในต่างประเทศ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากจำเป็นที่จะต้องมีการฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สู้กับสายพันธุ์เดลตาได้ โอกาสที่รัฐบาลจะชะลอสั่งนำเข้าวัคซีน “ซิโนแวค” ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า เชื่อว่าข้อมูลทางวิชาการจะเป็นตัวบอก ว่าในความเป็นจริงการไขว้ที่ดีจะเป็นยี่ห้อคู่ไหนไขว้กัน ขณะที่ตอนนี้ไทยมีวัคซีนอยู่ในมือ ถ้ายี่ห้อไหนไขว้กันแล้วมันดีก็ให้ใช้ก่อน แต่ไทยต้องเรียนรู้ว่าต่อไปในอนาคต เราควรเอาคู่ไหนไขว้คู่ไหนโดยตั้งอยู่บนฐานวิชาการ
สื่อนอกตีข่าว ไทยผสมวัคซีนโควิดจีน-ฝรั่ง
สำหรับกรณีที่มีประชาชนรับวัคซีน “ซิโนแวค” เข็มแรกมาแล้ว อยากจะไปจองฉีดวัคซีน mRNA นั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์ เผยว่า “งานวิจัยที่พูดออกมาคล้ายๆ โทนเดียวกัน คือมีแนวโน้มว่าระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นแล้วปลอดภัย”