ดูชัดๆ อาการแบบไหนเรียกว่าเป็น “โรคไบโพลาร์” หรืออารมณ์แปรปรวน 2 ขั้ว

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รู้จัก “โรคไบโพลาร์” หรือ โรคที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางอารมณ์เด่นชัด ทั้งดีสุดขั้วและเศร้าสุดขีด บางคนถึงกับคุ้มคลั่ง แต่โรคนี้รักษาหายขาดได้

โรคไบโพลาร์ หรือ Bipolar Disorder เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของอารมณ์เด่นชัด มีอารมณ์เศร้ามากผิดปกติ ร้องไห้ อ่อนเพลีย อยากตาย หรืออาจมีอารมณ์ดีมากผิดปกติ ครึกครื้น พูดมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงด้านเดียว กรณีอารมณ์ครื้นเครง หรือ มีอาการสองด้านก็ได้ โรคนี้คนที่เป็นแล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่คนใกล้ตัวต้องหมั่นสังเกตอาการและพาไปพบแพทย์ ขณะเดียวกันผู้ป่วยควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องและอย่าหยุดยาเอง เพราะมีผลต่อการรักษา

อาการไบโพลาร์

1. อารมณ์คลุ้มคลั่ง (Manic Episode)

- รู้สึกคุณค่าตัวเองสูงเกินจริง บางครั้งคิดว่าตนเองเป็นใหญ่

- ไม่หลับไม่นอน กระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข

- พูดมาก พูดไม่หยุด

- คิดฟุ้งซ่าน จะทำโน่นทำนี่ คิดทำการใหญ่โต

- วุ่นวาย กิจกรรมมาก อาจใช้จ่ายผิดปกติมาก

- สัมพันธภาพกับผู้อื่นเสีย

2. อารมณ์เศร้า (Depressive Episode)

- ซึมเศร้า

- หมดความสนใจและความเพลิดเพลินลงมาก

- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ใน 1 เดือน

- ไม่หลับหรือหลับมากไป

- อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง

- รู้สึกผิดหรือไร้ค่า ร้องไห้ง่าย

- สมาชิกลดลง ลังเลใจ ตัดสินใจอะไรไม่ได้

- คิดอยากตาย หรือการฆ่าตัวตาย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอารมณ์หงุดหงิดก้าวร้าวจนถึงขั้นทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ในรายที่เป็นมากอาจมีอาการของโรคจิตร่วมด้วย เช่น คิดว่าตนมีความสามารถผิดมนุษย์ ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพที่อื่นไม่ได้ยินหรือได้เห็น

โรคไบโพลาร์พบได้ราวร้อยละ 2-5 ของประชากรทั่วไป โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาที่เกิดอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติบ่อยกว่าอารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติ สาเหตุที่ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรมที่ผิดปกติทั้งที่เกิดจากการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษและเกิดใหม่ช่วงเป็นทารกในครรภ์ เนื่องจากพบว่าผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ จะมีโอกาสเป็นโรคไบโพลาร์มากกว่าคนทั่วไป

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล และจากสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย เช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก หรือ ความเครียดในชีวิตประจำวันที่กระตุ้นให้โรคแสดงอาการ รวมถึงเกิดจากโรคบางอย่าง เช่น ความผิดปกติของไทรอยด์ฮอร์โมน

ผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีอารมณ์แปรปรวนสลับกันระหว่างอารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติ กับอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติโดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ใดๆ ในช่วงที่อารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยมักเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไร อ่อนเพลีย มองทุกอย่างในแง่ลบ บางรายมีความคิดอยากตายซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายจริงๆ ได้

การรักษา “โรคไบโพลาร์”

วิธีการคือ การพบจิตแพทย์ เพื่อเข้ากระบวนการบำบัดใจ จะได้รับยาและกระบวนการบำบัดตามการวินิจฉัยของแพทย์ เช่น จิตบำบัดชนิดต่างๆ รักษาให้หายได้ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในสังคม ทำงานได้ ผู้ป่วยไบโพลาร์ต้องการความเข้าใจและกำลังใจจากครอบครัวและสังคม

สำหรับช่วงเวลาขึ้น-ลงของอารมณ์นั้นไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว อาจเป็นภายในหนึ่งวัน สัปดาห์ เดือน หรือปีก็ได้

แพทย์วินิจฉัยโรคไบโพลาร์ได้จากการซักประวัติและพูดคุยกับผู้ป่วยประกอบกับการตรวจร่างกายและตรวจสภาพจิตด้วยแบบสอบถาม ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ป่วยและญาติจะช่วยให้ทราบถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วย ทราบว่าผู้ป่วยมีบุคคลในครอบครัวที่เจ็บป่วยทางจิตหรือไม่ รวมถึงมีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่ต้องใช้ยาหรือสารบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอาการใกล้เคียงกันหรือไม่

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ขึ้น-ลงผิดปกติจากคนทั่วไปจนส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงมีความผิดปกติของการรับประทานและการนอนหลับร่วมด้วย ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นอาการของโรคไบโพลาร์หรือไม่

โรคไบโพลาร์สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาเป็นหลัก โดยแพทย์จะให้ยาทางจิตเวชเพื่อปรับสารสื่อประสาทและควบคุมอารณ์ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคและยา รวมถึงการดูแลตนเองในด้านต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากอาการผิดปกติและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิมภายในเวลาประมาณ 2-8 สัปดาห์

สำหรับผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ทำจิตบำบัดร่วมด้วยเพื่อให้สามารถจัดการกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้น และลดความขัดแย้งกับคนรอบข้างที่เป็นสาเหตุของความเครียดลง

โรคนี้มีอัตราการเป็นซ้ำสูงมากถึงร้อยละ 90 แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปีสำหรับผู้ที่เป็นครั้งแรกเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และ อาจนานกว่านี้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่เคยเป็นและความรุนแรงของอาการในครั้งก่อนๆ

สำหรับผู้ป่วย ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ซึ่งได้แก่

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด
  • มีกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด ทำจิตใจให้สบาย
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากพบผลข้างเคียงจากการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง
  • หมั่นสังเกตอารมณ์ของตนเอง เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และรีบไปพบแพทย์ก่อนที่จะมีอาการมากขึ้น
  • แจ้งให้คนใกล้ชิดทราบถึงอาการเริ่มแรกของโรค เพื่อให้ช่วยสังเกตและพาไปพบแพทย์

สำหรับการปฏิบัติตัวของญาติหรือบุคคลใกล้ชิด ได้แก่

  • เข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นความเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยที่แท้จริงของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรคและรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ก่อนที่จะมีอาการมากขึ้น
  • ช่วยควบคุมเรื่องการใช้จ่ายและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย
  • เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ควรให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่ให้ผู้ป่วยหยุดยาก่อนปรึกษาแพทย์

สัญญาณเตือน! โรคซึมเศร้า?

อ้างอิง : https://www.bangkokhospital.com/content/2-types-bipolar-disorder

https://www.bumrungrad.com/th/conditions/bipolar-disorder

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ