แต่ในใจผมกลับสงสัยว่า บางทีร่างกายอาจกำลังรู้ความจริงก่อนที่เจ้าตัวจะยอมรับเสียอีก หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์คล้ายกัน ช่วงที่งานยุ่งที่สุด กลับปวดคอจนหันแทบไม่ได้ ช่วงที่มีปัญหาชีวิตรุมเร้า กลับปวดหลัง ปวดไหล่ หรือปวดหัวแบบหาสาเหตุไม่เจอ บางคนตรวจสุขภาพแล้ว ผลเลือดปกติ เอกซเรย์ปกติ MRI ก็ปกติ แต่ความปวดกลับยังอยู่ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า "ตกลงแล้วฉันปวดเพราะร่างกาย หรือปวดเพราะความเครียดกันแน่" คำตอบที่น่าสนใจคือ อาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน เพราะในมุมมองของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ความปวดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกล้ามเนื้อ กระดูก หรือเส้นเอ็นเท่านั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างร่างกาย สมอง อารมณ์ และประสบการณ์ชีวิต
มนุษย์เชื่อมโยงกายและใจมาตั้งแต่โบราณ
ก่อนที่คำว่า Neuroscience หรือ Pain Science จะถือกำเนิดขึ้น มนุษย์แทบทุกวัฒนธรรมต่างสังเกตเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์และร่างกาย
แพทย์จีนโบราณเชื่อว่า ความโกรธส่งผลต่อตับ ความเศร้าส่งผลต่อปอด และความกังวลส่งผลต่อม้าม
ศาสตร์อายุรเวทของอินเดียมองว่า ความเจ็บป่วยเกิดจากความไม่สมดุลของกาย จิตใจ และพลังชีวิต
แม้แต่ในวัฒนธรรมไทย เราก็มักได้ยินคำพูดว่า "คิดมากจนป่วย" "อกหัก" "เครียดลงกระเพาะ" แม้จะไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับทั้งหมดในเวลานั้น แต่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์สังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และร่างกายมาเป็นเวลาหลายพันปี เมื่อวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้น เราจึงเริ่มเข้าใจว่า ความเชื่อเหล่านั้นอาจไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว
จากยุคหมอรักษาร่างกาย สู่ยุคที่เข้าใจ "คนทั้งคน"
หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน วงการแพทย์ส่วนใหญ่มองความปวดในมุมของร่างกายเพียงอย่างเดียว ปวดหลัง ก็ต้องมีปัญหาที่หลัง ปวดคอ ก็ต้องมีปัญหาที่คอ ปวดเข่า ก็ต้องมีปัญหาที่เข่า แนวคิดนี้เรียกว่า Biomedical Model ซึ่งช่วยให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการรักษาโรคทางกาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยเริ่มพบคำถามที่ตอบได้ยาก ทำไมบางคนมีหมอนรองกระดูกเสื่อมชัดเจนจากภาพ MRI แต่ไม่รู้สึกปวดเลย ขณะที่บางคนปวดรุนแรง แต่ผลตรวจกลับแทบไม่พบความผิดปกติ คำถามเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาแนวคิด Biopsychosocial Model โดย George Engel ในปี ค.ศ. 1977 แนวคิดนี้เสนอว่า ความปวดเกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 องค์ประกอบ
- Biological (ร่างกาย)
- Psychological (จิตใจ)
- Social (บริบทชีวิตและสังคม)
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่ได้รักษาเพียง "อวัยวะ" แต่กำลังดูแล "มนุษย์ทั้งคน"
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดของวงการประสาทวิทยาศาสตร์ คือ สมองไม่สามารถแยกแยะภัยคุกคามทางกายและภัยคุกคามทางใจได้ชัดเจนอย่างที่เราคิด สำหรับสมอง เสือที่กำลังวิ่งไล่เราในป่า กับอีเมลจากหัวหน้าที่ส่งมาตอนสี่ทุ่ม อาจถูกตีความว่าเป็น "ภัยคุกคาม" คล้ายกัน Bruce McEwen นักประสาทวิทยาผู้ศึกษาความเครียดมาอย่างยาวนาน อธิบายว่า เมื่อสมองรับรู้ถึงภัยคุกคาม ระบบ HPA Axis จะถูกกระตุ้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน Cortisol และ Adrenaline เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่โหมด "สู้หรือหนี" (Fight or Flight Response) ในระยะสั้น ระบบนี้ช่วยให้เรารอดชีวิต แต่หากเกิดขึ้นทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ร่างกายจะเริ่มสะสมสิ่งที่เรียกว่า Allostatic Load หรือ "ภาระจากความเครียดเรื้อรัง" ผลลัพธ์คือ
- กล้ามเนื้อหดเกร็ง
- นอนหลับไม่สนิท
- การอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง
- ระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลง
- ความไวต่อความปวดเพิ่มขึ้น
นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากเริ่มปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ในช่วงที่ชีวิตเต็มไปด้วยความกดดัน
ฟังดูแปลก แต่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญมาก ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ทราบแล้วว่า "ความปวดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว"
แต่เป็นประสบการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยสมอง Professor Lorimer Moseley หนึ่งในนักวิจัยด้าน Pain Science ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก เปรียบเทียบว่า สมองทำหน้าที่เหมือนระบบรักษาความปลอดภัยของบ้าน หากระบบถูกตั้งค่าอย่างเหมาะสม จะเตือนเมื่อมีโจรเข้าบ้าน
แต่หากระบบไวเกินไป เพียงแค่แมวเดินผ่าน สัญญาณเตือนก็อาจดังขึ้นได้ ระบบประสาทของคนที่เผชิญความเครียดเรื้อรัง ก็อาจทำงานในลักษณะเดียวกัน นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Pain Sensitization หรือภาวะที่ระบบประสาทไวต่อความปวดมากกว่าปกติ
อารมณ์อยู่ตรงไหนของร่างกาย?
คำถามนี้น่าสนใจมาก แม้ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า "ความโกรธอยู่ที่ตับ" หรือ "ความเศร้าอยู่ที่ปอด"
แต่งานวิจัยของ Nummenmaa และคณะ (2014) ซึ่งศึกษาอาสาสมัครมากกว่า 700 คนจากหลายประเทศ พบว่า ผู้คนมีรูปแบบการรับรู้อารมณ์ผ่านร่างกายที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่ง ตัวอย่างเช่น
- ความโกรธ มักรับรู้ความร้อนและพลังงานเพิ่มขึ้นบริเวณอก แขน และมือ
- ความกลัว มักสัมพันธ์กับความรู้สึกแน่นหน้าอก ใจสั่น และความตึงเครียด
- ความเศร้า มักสัมพันธ์กับพลังงานที่ลดลงทั่วร่างกาย
- ความสุข ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลังทั่วร่างกาย
งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าอารมณ์ถูกเก็บไว้ในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แต่สะท้อนว่า ร่างกายและอารมณ์มีความสัมพันธ์กันในระดับที่ลึกกว่าที่เราเคยคิด บางทีร่างกายอาจเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่จดจำเรื่องราวทางอารมณ์ของเราเอาไว้
ทุกครั้งที่เกิดอาการปวด แน่นอนว่าควรเริ่มต้นจากการตรวจหาสาเหตุทางการแพทย์ก่อนเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เราอาจลองถามตัวเองเพิ่มเติมว่า
- ช่วงนี้ฉันกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่หรือไม่
- ฉันพักผ่อนเพียงพอหรือเปล่า
- ฉันกำลังแบกรับภาระบางอย่างมากเกินไปหรือไม่
- มีความรู้สึกอะไรที่ฉันยังไม่ได้ยอมรับหรือไม่
องค์การอนามัยโลก (WHO) และ International Association for the Study of Pain (IASP) ต่างสนับสนุนการดูแลความปวดแบบองค์รวม นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว ยังควรให้ความสำคัญกับ
- การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- การนอนหลับที่มีคุณภาพ
- การฝึกสติ (Mindfulness)
- การจัดการความเครียด
- การมีความสัมพันธ์ที่ดี
- การดูแลสุขภาพจิต
เพราะการดูแลเฉพาะตำแหน่งที่ปวด เปรียบเหมือนการรดน้ำเฉพาะใบไม้ที่กำลังเหี่ยว แต่การดูแลทั้งกาย ใจ และวิถีชีวิต คือการดูแลไปถึงรากของต้นไม้
วันนั้นเราไม่ได้รักษาอาการปวดคอ เราเพียงเริ่มต้นพูดคุยกับสิ่งที่อยู่ลึกกว่านั้น บางครั้งร่างกายอาจไม่ได้กำลังต่อต้านเรา แต่กำลังพยายามสื่อสารกับเรา ผ่านภาษาอีกแบบหนึ่ง ภาษาที่เรียกว่า "ความปวด" และบางครั้ง... การรับฟังร่างกายอย่างตั้งใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาที่ดีที่สุดก็ได้
เขียนโดย: โค้ชเจมส์ (Coach James) Professional Coach, HR & OD Consultant, Art Therapist
ภาพประกอบ: ChatGPT