“พริก” นอกจากจะสร้างสีสันในจานอาหาร ยังส่งรสเผ็ด สร้างความแซบในอาหารหลาย ๆ จาน บางคนกินเผ็ดมาก บางคนกินเผ็ดน้อยแตกต่างกันไป
ซึ่งอย่างที่ทราบกัน ว่า ในพริก มีสารแคปไซซิน (capsaicin) มีประโยชน์อื่นๆ ต่อร่างกายด้วย แต่ด้วยความเผ็ดร้อนที่เป็นคุณสมบัติประจำตัว หากกินมากไปก็เป็นโทษต่อร่างกายได้
ข้อดีและประโยชน์ของพริก
พริกอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และใยอาหาร
1.บรรเทาอาการไข้หวัดและการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น
2.ลดการอุดตันของหลอดเลือด/โรคหัวใจ สารแคปไซซินในพริกช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
3.ลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองได้
4.ช่วยให้เจริญอาหาร / ย่อยอาหาร กระตุ้นให้น้ำลายในปากออกมามาก และช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยดีขึ้น
5.เพิ่มภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินต่าง ๆ ที่มีคุณประโยชน์ทั้งในการป้องกันโรค
6.ต้านอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นจากความเครียด ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
7.ป้องกันลำไส้อักเสบ เมื่อสมองตอบสนองต่อความเผ็ด จะหลั่งสารอะแนนดาไมด์ ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบของลำไส้ได้
8.บรรเทาอาการปวด สารแคปไซซินในพริกสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน เป็นสารที่บรรเทาอาการเจ็บปวดแบบธรรมชาติ
9.ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง วิตามินซีในพริกมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
กินเผ็ดมากไป ก่อโรคได้
ความเผ็ดร้อนของพริก เราจึงต้องกินอย่างพอดี อย่ากินมากไป อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้
1.กระเพาะอาหารอักเสบ หากกินเผ็ดสะสมนานๆ ทำให้เยื่อเมือกบุในกระเพาะอาหารอักเสบ บวม แดง กลายเป็นโรคเรื้อรัง และยิ่งสร้างกรดในกระเพาะอาหาร จนรู้สึกแสบท้องทันทีที่กินอาหารเผ็ด
2.ลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาหารรสเผ็ดจะยิ่งกระตุ้นให้ผนังลำไส้ที่อักเสบ มีอาการรุนแรงขึ้น อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งลำไส้ได้
3.กรดไหลย้อน พริกมีฤทธิ์เป็นกรด เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหารจะยิ่งเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และยิ่งทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมา
ดังนั้น การกินพริกควรกินช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด และหากจะกินหลังหายป่วย ควรเริ่มบริโภคแต่น้อยๆ ให้ร่างกายได้ปรับตัว