อย่างที่เรารู้กันนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เป็นยาที่แพทย์ หรือเภสัชกร สั่งให้รับประทานเพื่อไปจัดการกับเชื้อแบคทีเรียในร่างกายซึ่งทำให้เราเจ็บป่วย โดยทุกครั้งจะได้รับการกำชับจากแพทย์ว่าต้องรับประทานประทานยาติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด แต่บางคนเมื่อทานยาปฏิชีวนะเข้าไปแล้วกลับมีอาการท้องเสีย ซึ่งนั้นถือเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น
โดยถูกเรียกว่า อาการท้องเสียที่สัมพันธ์กับการใช้ยาปฏิชีวนะ(Antibiotic-associated Diarrhea) ซึ่งสาเหตุของการเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวเป็นเพราะ ยาปฏิชีวนะที่ร่างกายได้รับจะเข้าไปรบกวนหรือเปลี่ยนแปลง สมดุลของแบคทีเรียธรรมชาติที่อาศัยอยู่ในลำไส้อ ส่งผลให้ปริมาณเชื้อแบคทีเรีย ธรรมชาติในลำไส้ลดลง
ทำให้เชื้อก่อโรคเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น สร้างและหลั่งสารพิษทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมคาร์โบไฮเดรต หรือไม่สามารถย่อยสลายน้ำดีได้รวมถึง ซึ่งยาปฏิชีวนะบางชนิดจะกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เพิ่มขึ้นด้วยซึ่งเชื้อที่พบว่า เป็นสาเหตุประมาณ 1 ใน 3 คือ เชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล์(C. difficile)
โดยอาการที่พบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. อาการไม่รุนแรง
จะมีอาการท้องเสีย หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง
2. อาการรุนแรง
จะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ มีไข้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้มีเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้อง
สำหรับอาการอาการท้องเสียที่สัมพันธ์กับการใช้ยาปฏิชีวนะ นั้นสามารถพบได้ร้อยละ 5 - 25ของผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะโดยอาจเกิดได้ตั้งแต่ ช่วงต้นของการได้รับยาจนถึงภายหลังหยุดยาไปแล้วประมาณ 2 เดือน
ส่วนกลุ่มยาปฏิชีวนะที่พบว่าผู้ป่วยรับประทานไปแล้วมักเกิดอาการท้องเสียบ่อย ประกอบด้วยย
1. ยาคลินดาไมซิน
2. ยากลุ่มเพนนิซิลลิน เช่น แอมพิซิลลิน, อะม็อกซิซิลลิน, อะม็อกซิซิลลิน/คลาวูลานิก แอซิด เป็นต้น
3. ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน เช่น เซฟิซิม, เซฟดิเนียร์เป็นต้น
4. ยากลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน เช่น ซิโพรฟล็อกซาซิน, ลีโวฟล็อกซาซิน, ม็อกซิฟล็อกซาซิน เป็นต้น
ทั้งหากเกิดอาการท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นอาการที่สามารถหายได้เอง หลังหยุดใช้ยา แต่หากพบว่ามีอาการรุนแรงแพทย์จะพิจารณาให้สารนํ้าทดแทนและให้การรักษาที่เหมาะสมทันที
ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดอาการข้างเคียงดังกล่าว จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่หากใช้ยาปฏิชีวนะแล้วพบอาการท้องเสีย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ที่มา
วารสาร ฬ.จุฬา ฉบับที่ 68 ประจำเดือน พฤศจิกายน 2564