ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เราต้องทำการ Warm-up หรือ อบอุ่นร่างกาย เพื่อเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อม กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงขึ้น และที่สำคัญช่วยลดการบาดเจ็บได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราออกกำลังกายเสร็จ แล้วใช่ว่าจะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้กระทันหัน เพราะถ้าทำแบบนั้นจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย เพราะเมื่อเราเริ่มออกกำลังกาย หัวใจเต้นจะเร็วเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจสูบฉีดเลือดมากขึ้น
"เช็ก 5 อาการโอมิครอน" ที่แพทย์ตรวจพบในกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด
หากเราหยุดออกกำลังกายกระทันหัน กล้ามเนื้อหัวใจจะยังบีบตัวเหมือนเช่นเดิม ในขณะที่เลือดสูบฉีดมายังหัวใจน้อยลงเราจะรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ และอาจหมดสติได้
ดังนั้น จึงควร "Cool Down" ทุกครั้งหลังจากการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการเกิดอาการดังกล่าว ทีมข่าว "พีพีทีวี นิวมีเดีย" จึงรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับความสำคัญของการ "Cool Down" มาฝากกัน
เริ่มเข้าสู่ช่วง Cool Down
เมื่อเรากำลังออกกำลังกายอยู่ แล่วต้องการจะหยุดกิจกรรม สิ่งที่ต้องทำ คือการปรับระดับความเร็วของกิจกรรมที่ทำอยู่ให้ช้าลง เช่น หากเรากำลังวิ่งอยู่ ก็ให้วิ่งช้าลง ค่อย ๆ ให้ขาของเราปรับระดับความเร็วลงแบบค่อยเป็นค่อยไป จากนั้นจึงเริ่มเดินอย่างช้า ๆ หัวใจของเราจะค่อย ๆ ปรับตัวได้จนกลับมาทำงานเหมือนตอนก่อนออกกำลังกาย
ช่วง Cool Down สำหรับกล้ามเนื้อ
ในกรณีเดียวกัน เมื่อเราหยุดเดินแล้ว เริ่มสู่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย ช่วยไล่กรดแอคติกออกจากมัดกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ เพื่อลดการปวดเมื่อยได้ด้วย ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาราว ๆ 5-10 นาที
หากเกิดอาการเหล่านี้ให้หยุดออกกำลังกายทันที
หากเราไม่ค่อยได้พบแพทย์ หรือตรวจร่างกายประจำปีบ่อยนัก มีโอกาสไม่น้อยที่เราอาจจะเกิดปัญหาทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเมื่อได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องอาจแสดงอาการระหว่างออกกำลังกายได้ โดยให้ลองสังเกตหากเกิดอาการเหล่านี้ให้หยุดพักทันที และเป็นไปได้ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา และวินิจฉัยหาสาเหตุต่อไปดังนี้
– อาการเจ็บแน่นหน้าอก
– อาการปวดบริเวณคอ ขากรรไกร และปวดร้าว ลงต้นแขนซ้ายด้านติดรักแร้
– อาการใจสั่น
– อาการมึนหรือปวดศีรษะ
– อาการคลื่นไส้ อาเจียน
– สายตาพร่ามัว
– อึดอัดหายใจไม่ออก
– หน้ามืดจะเป็นลม
อาการดังกล่าวข้างต้นอาจไม่รุนแรงมากนักและใช้เวลาไม่นานก็หายไป แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
การหาสาเหตุแต่เนิ่น ๆ จะเป็นประโยชน์มากกว่าในการรักษาหากเกิดจากโรคต่าง ๆ เช่นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ น้ำท่วมปอด หัวใจวาย โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนผู้ที่สูบบุหรี่จัดหรือผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจซึ่งมักมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าคนทั่วไป
ที่มา รพ.สมิติเวช, รพ.พญาไท, ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ