นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โพสต์ผ่านเพจ Facebook หมอเจด ถึงอาการ“เบาหวานขึ้นตา” ไม่ได้เริ่มจากตาบอดหรือมองไม่เห็นทันที แต่ค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ จนหลายคนไม่รู้ตัว สาเหตุสำคัญมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรัง ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในจอประสาทตาเสื่อม เกิดการรั่ว บวม หรือมีเลือดออกเล็ก ๆ โดยระยะแรกแทบไม่มีอาการชัดเจน และเมื่อรู้ตัวอีกทีอาจลุกลามจนกระทบการมองเห็นถาวรแล้ว
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
- มองภาพไม่คม เหมือนมีฟิล์มบาง ๆ บังตา ในระยะแรก จอประสาทตาอาจบวมเล็กน้อย โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพ ทำให้ภาพไม่คมชัด คล้ายมีหมอกหรือฟิล์มบาง ๆ บังตา อาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ จนเข้าใจว่าเป็นเพียงสายตาเปลี่ยน
- เห็นจุดดำ หรือหยากไย่ลอยไปมา เกิดจากเส้นเลือดฝอยเริ่มเปราะและมีเลือดซึม ทำให้เห็นจุดดำ เงาลอย หรือเส้นคล้ายหยากไย่ โดยเฉพาะเมื่อมองพื้นสว่าง เป็นสัญญาณของความผิดปกติในจอประสาทตา
- มองกลางคืนแย่ลง หรือปรับแสงช้าลง การมองเห็นในที่มืดลดลง หรือใช้เวลาปรับสายตานานขึ้น เนื่องจากเซลล์รับแสงทำงานผิดปกติจากการขาดเลือดสะสม
- สายตาขึ้น ๆ ลง ๆ ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนแว่น การมองเห็นแปรปรวนตามระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้บางวันชัด บางวันเบลอ สะท้อนถึงการควบคุมน้ำตาลที่ไม่คงที่
- เห็นภาพบิดเบี้ยว หรือเส้นตรงดูโค้ง เป็นสัญญาณว่าจอประสาทตาบวม หรือมีของเหลวรั่ว ทำให้ภาพผิดรูป ถือเป็นภาวะที่ควรรีบตรวจตาโดยเร็ว
กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง
- ผู้ป่วยเบาหวานระยะยาว แม้ไม่มีอาการ
- ผู้ที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี
- ผู้ที่มีความดันโลหิตหรือไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่ไม่เคยตรวจตา
วิธีลดความเสี่ยง
- ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติ
- ตรวจตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง
- ควบคุมความดันโลหิตและไขมันในเลือด
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
- เลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น ผักใบเขียว และปลาที่มีโอเมก้า-3
เบาหวานขึ้นตาเริ่มต้นจากสัญญาณเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้าม เพราะความเสื่อมของเส้นเลือดในตาเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวได้