นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเพจ หมอเจด หลังจาก “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” ดาราสาวเล่าประสบการณ์ป่วยหนักจากไวรัสตับอักเสบ E จนค่าตับพุ่งสูงประมาณ 1,400 มีภาวะตับโต น้ำขึ้นปอด และอาการทรุดจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้หลายคนสงสัยว่าโรคนี้คืออะไร และเหตุใดคนที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีก็ยังป่วยได้
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนเชื้อโรคในผักสดหรืออาหารออร์แกนิคที่รับประทานเป็นประจำ
ซึ่งแม้จะดูสะอาดและดีต่อสุขภาพ แต่ก็อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนได้หากผ่านกระบวนการผลิตหรือเตรียมอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
ผักออร์แกนิค ทำไมยังมีเชื้อปนเปื้อนได้?
หมอเจดอธิบายว่า หลายคนเข้าใจว่า “ออร์แกนิค” หมายถึงอาหารที่สะอาดและปลอดภัยทุกด้าน แต่ในความเป็นจริง คำว่าออร์แกนิคหมายถึงวิธีการเพาะปลูกที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีบางชนิด ไม่ได้หมายความว่าปลอดเชื้อโรคเสมอไป
ผักอาจปนเปื้อนเชื้อได้จากหลายปัจจัย เช่น มูลสัตว์ที่ใช้เป็นปุ๋ย น้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน มือของผู้เตรียมอาหาร รวมถึงมีด เขียง หรือภาชนะที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะผักที่รับประทานสดและไม่ผ่านความร้อน เชื้อโรคจึงมีโอกาสเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
ทั้งนี้ไม่สามารถยืนยันย้อนหลังได้ว่าอาหารจานใดเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อแน่ชัด แต่สิ่งสำคัญคือ “อาหารออร์แกนิคไม่ได้แปลว่าปลอดเชื้อโรค” และอาหารที่ดูคลีนก็อาจมีการปนเปื้อนได้เช่นกัน
ไวรัสตับอักเสบ E ต่างจาก A-B-C อย่างไร?
แม้จะเป็นไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบเหมือนกัน แต่ช่องทางการติดเชื้อแตกต่างกัน
- ไวรัสตับอักเสบ A มักติดต่อผ่านอาหาร น้ำ หรือมือที่ปนเปื้อน และส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลัน
- ไวรัสตับอักเสบ B ติดต่อผ่านเลือด เพศสัมพันธ์ และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก บางรายอาจกลายเป็นโรคเรื้อรัง
- ไวรัสตับอักเสบ C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก และมีความเสี่ยงเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับในระยะยาว
- ไวรัสตับอักเสบ E มักติดต่อผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน คล้ายไวรัส A แต่ยังพบได้ในหมู เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ป่า หรือหอยที่ปรุงไม่สุก
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดตับอักเสบรุนแรงจนถึงภาวะตับวาย โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับเดิม และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ทำไมไวรัสตับอักเสบ E ทำให้ค่าตับสูงจนวิกฤต?
เมื่อไวรัสเข้าสู่ตับ ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กำจัดเซลล์ตับที่ติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน
ผลที่ตามมา ได้แก่
- เซลล์ตับถูกทำลายจำนวนมาก
- ค่า AST และ ALT รั่วเข้าสู่กระแสเลือดจนสูงถึงระดับหลักพัน
- การขับน้ำดีผิดปกติ ทำให้ตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม
- หากตับทำงานลดลงมาก อาจเกิดอาการซึม สับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง
ดังนั้น ค่าตับระดับ 1,300-1,400 จึงสะท้อนว่ามีการบาดเจ็บของเซลล์ตับอย่างรุนแรง แต่การวินิจฉัยว่าถึงขั้นตับวายหรือไม่ ยังต้องพิจารณาค่าการแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาล ค่าไต และระดับความรู้สึกตัวร่วมด้วย
ทำไมคนแข็งแรง ไม่ดื่มเหล้า กินดี ก็ยังป่วยได้?
ไวรัสตับอักเสบ E เกิดจากการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานอาหารไขมันสูง แม้จะออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเพียงพอ และไม่มีโรคประจำตัว หากรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนก็สามารถติดเชื้อได้
แหล่งเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่
- น้ำดื่มหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
- ผักสดที่มีการปนเปื้อน
- หมูและเครื่องในสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
- หอยหรือเนื้อสัตว์ดิบ
- มือ เขียง มีด หรือภาชนะที่ปนเปื้อนจากอาหารดิบ
อาการเริ่มต้นคล้ายไข้ทั่วไป แต่ต้องสังเกตสัญญาณอันตราย
ผู้ป่วยจำนวนมากเริ่มต้นด้วยอาการไม่จำเพาะ เช่น ไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดท้อง ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัด อาหารเป็นพิษ หรืออาการเจ็บป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากมีอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ
- ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
- อาเจียนจนรับประทานอาหารไม่ได้
- ปวดท้องรุนแรง
- ซึม สับสน ตาลอย หรือพูดไม่รู้เรื่อง
โดยเฉพาะอาการซึมหรือมีความผิดปกติด้านการรับรู้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ตรวจอย่างไรจึงทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ E
ค่าตับสูงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันโรคได้ เนื่องจากภาวะตับอักเสบอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัสชนิดอื่น ยา สมุนไพร พาราเซตามอลเกินขนาด ภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง หรือภาวะตับขาดเลือด
การตรวจวินิจฉัยจึงประกอบด้วย
- ตรวจค่า AST และ ALT เพื่อประเมินการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
- ตรวจ Bilirubin เพื่อประเมินภาวะตัวเหลืองและน้ำดีคั่ง
- ตรวจ PT/INR เพื่อดูความสามารถในการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด
- ตรวจ Anti-HEV IgM เพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ E ระยะเฉียบพลัน
- ตรวจ HEV RNA ในกรณีที่ผลตรวจยังไม่ชัดเจน
- อัลตราซาวนด์เพื่อตรวจตับ ถุงน้ำดี และทางเดินน้ำดี
จึงไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองหรือซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
ไวรัสตับอักเสบ E รักษาอย่างไร?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง การรักษาหลักจึงเป็นการดูแลประคับประคองและติดตามการทำงานของตับอย่างใกล้ชิดแนวทางการดูแลทั่วไป ได้แก่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ให้สารน้ำในรายที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
- ใช้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดตามดุลยพินิจของแพทย์
- ตรวจติดตามค่าตับ Bilirubin และ PT/INR อย่างต่อเนื่อง
- งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
- งดสมุนไพร ยาชุด และอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น
- ไม่ปรับหรือหยุดยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ระยะเวลาฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่ผู้ป่วยอาการรุนแรงอาจต้องพักฟื้นและติดตามค่าตับต่อเนื่องหลายเดือน หรืออาจต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตหากเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน
สายคลีนยังกินผักสดได้หรือไม่?
คำตอบคือยังสามารถรับประทานได้ ไม่จำเป็นต้องเลิกกินสลัดหรือผักสด ควรเลิกเข้าใจว่า “ออร์แกนิคเท่ากับปลอดเชื้อ” เพราะเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากไม่มั่นใจในแหล่งที่มา น้ำที่ใช้ล้าง หรือกระบวนการเตรียมอาหาร การเลือกผักที่ผ่านการปรุงสุกจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า
วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบ E
- ล้างมือก่อนเตรียมอาหารและก่อนรับประทานอาหาร
- แยกผักเป็นใบและล้างด้วยน้ำสะอาดให้ทั่ว
- แยกมีด เขียง และภาชนะสำหรับอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมรับประทาน
- ไม่นำผักที่ล้างแล้วกลับไปใส่ภาชนะเดิม
- เลือกน้ำดื่ม น้ำแข็ง และร้านอาหารที่ได้มาตรฐาน
- ปรุงหมู เครื่องใน หอย และเนื้อสัตว์ให้สุกทั่วถึง
- หากมีไข้ร่วมกับตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบพบแพทย์
แม้การล้างผักจะช่วยลดสิ่งปนเปื้อนได้ แต่ไม่สามารถรับประกันการกำจัดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด วิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการใช้น้ำสะอาด ป้องกันการปนเปื้อนจากอาหารดิบ และปรุงอาหารให้สุกเมื่อทำได้ ดังนั้น “ปลอดสาร” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดเชื้อ” เสมอไป ต่อให้เป็นคนสุขภาพดี ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารคลีน หากได้รับเชื้อจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ก็สามารถเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงได้เช่นกัน