นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก จาก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ให้ความเห็นว่า ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มหวานของเด็ก คือสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน
โรงเรียนมีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ปัจจุบันมีหลายโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเด็กอย่างจริงจัง โดยไม่อนุญาตให้จำหน่ายน้ำหวานหรือน้ำอัดลมภายในโรงเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนดื่มน้ำเปล่าและนมจืดเป็นหลัก
ยังมีอีกหลายแห่งที่ไม่ได้มีมาตรการเข้มงวดในเรื่องนี้ ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มรสหวานได้ง่าย ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ยิ่งกินหวานน้อย ยิ่งดีต่อสุขภาพ
องค์ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นตรงกันว่า การลดการบริโภคน้ำตาลส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว
- ลดความเสี่ยงฟันผุ
- ลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต
- ป้องกันพฤติกรรมการติดรสหวาน
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณน้ำตาลที่เด็กได้รับในแต่ละวัน แต่คือการที่เด็กคุ้นชินกับรสหวานมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และต้องการความหวานในระดับที่สูงขึ้นตามไปด้วย
เด็กไม่อยากกิน เพราะไม่เคยรู้จัก
หมอม็อดยกตัวอย่างว่า มีหลายครอบครัวที่ลูกไม่เคยดื่มน้ำอัดลม ไม่เคยรับประทานลูกอมหรือขนมหวานบางชนิด แม้จะเดินผ่านร้านค้าหรือชั้นวางขนมก็ไม่ได้รู้สึกอยากกิน เหตุผลสำคัญคือ เด็กไม่เคยมีประสบการณ์กับอาหารหรือเครื่องดื่มเหล่านั้นมาก่อน จึงไม่ได้เกิดความรู้สึกโหยหาหรือเรียกร้อง
ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายครอบครัวที่มองว่าการรับประทานขนมหรือเครื่องดื่มหวานเป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่ต้องการควบคุมลูกอย่างเข้มงวดเกินไป เพราะเกรงว่าจะสร้างความเครียดหรือแรงต่อต้านในระยะยาว
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกครอบครัว
หมอม็อดยืนยันว่า การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของค่านิยมและการตัดสินใจของแต่ละครอบครัว จึงอาจไม่มีรูปแบบใดที่เหมาะสมกับทุกบ้านด้วยเหตุนี้ การคาดหวังให้ทุกโรงเรียนใช้นโยบายด้านอาหารและเครื่องดื่มเหมือนกันทั้งหมดอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้แน่นอน คือการปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่ในบ้าน
- สอนให้ลูกดื่มน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลัก
- ทำให้ลูกเข้าใจว่าเครื่องดื่มหวานเป็นเพียงทางเลือก ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
- ปลูกฝังแนวคิดเรื่องการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก
เมื่อโตขึ้น ลูกต้องเลือกด้วยตัวเอง
หมอม็อด ระบุว่า แม้โรงเรียนจะไม่มีการจำหน่ายน้ำหวาน แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้น เขาจะต้องเผชิญกับสังคม โฆษณา ร้านค้า และตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงการ "ห้าม" แต่คือการสร้างความเข้าใจ ให้เด็กสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วยตนเอง แม้ในวันที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับดูแล และอีกสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม คือการเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน หากผู้ใหญ่ในบ้านเลือกดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ เด็กก็มีแนวโน้มที่จะซึมซับพฤติกรรมดังกล่าวได้ง่ายกว่าการสั่งสอนเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างนิสัยสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากความเข้าใจ การปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง และการเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในครอบครัว “เพราะถ้าแม่กำลังดูดชานมไข่มุกแก้วใหญ่ หวาน100% แล้วบอกลูกว่าอย่ากินหวาน ก็อาจจะสอนยากสักหน่อย”