นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า เปิดเผยเทคนิคเลือกยาป้องกัน RSV ตอนนี้มีหลายตัว แล้วพ่อแม่ควรเลือกยังไง? ช่วงนี้พ่อแม่หลายคนเริ่มสับสนว่า "วัคซีน RSV ในแม่ก็มี" "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในลูกก็มี แถมตอนนี้มีตั้ง 2 ยี่ห้อ"สุดท้ายแล้วควรเลือกแบบไหนดี? ตนเองจะสรุปแบบเข้าใจง่าย โดยแบ่งตาม “ สถานการณ์ที่เจอบ่อย” เพื่อให้เลือกได้ง่ายขึ้น
ทางเลือกป้องกัน RSV ที่มีในปัจจุบัน
วัคซีน Abrysvo
- สำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยแนะนำให้ฉีดในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ หลังฉีดร่างกายของแม่จะสร้างภูมิคุ้มกันและส่งผ่านไปยังทารกทางรก ช่วยป้องกันการติดเชื้อ RSV ในช่วงประมาณ 6 เดือนแรกหลังคลอด ค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับหลักพันบาทปลาย ๆ
ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab
Nirsevimab เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันให้เด็กโดยตรง สามารถฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด แนะนำให้ฉีดในช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV ประมาณเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน โดยทั่วไปป้องกันโรคได้ราว 6 เดือน และมีข้อมูลบางส่วนที่พบว่าอาจให้การป้องกันได้นานถึง 6-12 เดือน แต่ยังต้องรอผลการศึกษาติดตามเพิ่มเติม มี 2 ขนาด ได้แก่
- 50 มิลลิกรัม สำหรับเด็กน้ำหนักน้อยกว่า 5 กิโลกรัม
- 100 มิลลิกรัม สำหรับเด็กน้ำหนักตั้งแต่ 5 กิโลกรัมขึ้นไป
มีข้อมูลการศึกษารองรับการใช้ในเด็กถึงอายุ 2 ปี โดยเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีสามารถฉีดได้ทุกคนในช่วงฤดูกาลระบาด ส่วนเด็กอายุ 1-2 ปี แนะนำเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Clesrovimab
Clesrovimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่เพิ่งเข้ามาใช้ในประเทศไทย มีขนาดยาเดียวคือ 105 มิลลิกรัมราคาประมาณหมื่นต้นข้อมูลวิจัยมีถึงอายุ 1 ปี
- เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ฉีดได้ทุกคนในช่วงฤดูกาลระบาด
- เด็กอายุมากกว่า 1 ปี ยังไม่มีข้อมูลรองรับ
สถานการณ์ที่ 1 กำลังตั้งครรภ์ ควรเลือกแบบไหน?
หญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ในช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV มี 2 ทางเลือก ได้แก่
- ฉีดวัคซีน RSV ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งมีข้อดีคือค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และแม่เป็นผู้รับการฉีดแทนลูก
- รอให้ลูกคลอดก่อน แล้วจึงฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปให้ลูก โดยเลือกได้ทั้ง Nirsevimab หรือ Clesrovimab ซึ่งข้อดีคือเด็กได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรง แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และเด็กต้องเป็นผู้รับการฉีด
สำหรับคำถามที่ว่าวัคซีนในแม่หรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในลูกดีกว่ากัน ปัจจุบันมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบ Nirsevimab กับวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์โดยตรง 1 การศึกษา พบว่า หลังอายุ 7 วัน เด็กที่ได้รับ Nirsevimab มีประสิทธิภาพในการป้องกัน RSV สูงกว่า ยังจำเป็นต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว ส่วน Clesrovimab ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบโดยตรงกับวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์
สถานการณ์ที่ 2 ลูกอายุน้อยกว่า 1 ปี
เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี สามารถเลือกฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ทั้ง Nirsevimab และ Clesrovimaปัจจุบันแนวทางของหลายประเทศยังแนะนำให้เลือกใช้ได้ทั้ง 2 ชนิด เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพกันโดยตรง และทั้งสองชนิดต่างมีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าช่วยป้องกันโรคได้ดี
อย่างไรก็ตาม Nirsevimab มีข้อได้เปรียบคือมีการใช้งานมาหลายปี จึงมีข้อมูลการใช้งานจริงจำนวนมาก ขณะที่ Clesrovimab เพิ่งเริ่มใช้ จึงยังมีข้อมูลติดตามระยะยาวน้อยกว่า
สถานการณ์ที่ 3 ลูกอายุ 1-2 ปี
โดยทั่วไป เด็กอายุ 1-2 ปี จะพิจารณาฉีดเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
- โรคปอดเรื้อรัง
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ปัจจุบันมีข้อมูลรองรับเฉพาะ Nirsevimab โดยใช้ขนาด 100 มิลลิกรัม จำนวน 2 เข็ม ส่วน Clesrovimab ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาในเด็กช่วงวัยนี้
สถานการณ์ที่ 4 ลูกอายุมากกว่า 2 ปี
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลวิจัยที่เพียงพอรองรับการใช้ทั้ง Nirsevimab และ Clesrovimab ในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย
สาเหตุสำคัญคือ เด็กมากกว่า 90% ในวัยนี้เคยติดเชื้อ RSV มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง และหากติดเชื้อซ้ำ อาการมักไม่รุนแรงเท่าการติดเชื้อครั้งแรก จึงทำให้ความคุ้มค่าในการฉีดลดลง หากผู้ปกครองต้องการให้ลูกได้รับการป้องกัน ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
หากงบประมาณไม่เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องฝืนฉีด
หมอม็อดแนะนำว่า ปัจจุบันการป้องกัน RSV ในประเทศไทยยังเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบเอง และมีราคาค่อนข้างสูง หากไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน เพราะไม่มีวัคซีนหรือภูมิคุ้มกันชนิดใดที่ป้องกัน RSV ได้ 100% สิ่งสำคัญไม่แพ้การฉีดยา คือการป้องกันพื้นฐาน ได้แก่ การล้างมือก่อนสัมผัสเด็ก หลีกเลี่ยงการกอด หอม หรือจูบเด็กเล็ก หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ไม่ใกล้ชิดผู้ป่วย และสอนเด็กโตให้รักษาสุขอนามัยอย่างเหมาะสม ซึ่งยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสติดเชื้อ
สรุปการเลือกป้องกัน RSV
- หญิงตั้งครรภ์ สามารถเลือกฉีดวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์ หรือรอคลอดแล้วฉีดภูมิคุ้มกันให้ลูก
- เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี สามารถเลือกฉีดได้ทั้ง Nirsevimab และ Clesrovimab
- เด็กอายุ 1-2 ปี พิจารณาฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และปัจจุบันมีข้อมูลรองรับเฉพาะ Nirsevimab
- เด็กอายุมากกว่า 2 ปี ยังไม่มีข้อมูลวิจัยเพียงพอรองรับการใช้เป็นประจำ จึงควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล