หมอเด็กแนะ! ควรปลุกลูกกินนมทุก 3 ชั่วโมงถึงเมื่อไหร่?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอม็อดแนะให้ปลุกทารกแรกเกิดกินนมทุก 3-4 ชั่วโมงในช่วงแรก ก่อนเปลี่ยนเป็นการให้นมตามสัญญาณหิว-อิ่ม เมื่อเด็กน้ำหนักขึ้นดีและเติบโตตามเกณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงให้นมเกินและส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติ

นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า อธิบายว่า คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมและการเจริญเติบโตของเด็กเป็นสำคัญ

ช่วงแรกเกิดควรปลุกลูกมากินนม

ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอด เด็กแทบทุกคนจะมีน้ำหนักลดลงจากน้ำหนักแรกเกิด ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนกลับมาเท่ากับน้ำหนักแรกเกิดอีกครั้ง

 

ควรปลุกลูกกินนมทุก 3 ชั่วโมงถึงเมื่อไหร่ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า
ควรปลุกลูกกินนมทุก 3 ชั่วโมงถึงเมื่อไหร่

ช่วงเวลานี้ แนะนำให้ปลุกลูกมากินนมทุก 3-4 ชั่วโมง แม้ว่าจะกำลังหลับอยู่ เนื่องจากหากได้รับนมไม่เพียงพอ อาจทำให้น้ำหนักขึ้นไม่ดี ภาวะตัวเหลืองเป็นมากขึ้นหรือหายช้าลง และในเด็กบางราย โดยเฉพาะทารกแรกเกิด ยังเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

นอกจากนี้ เด็กวัยแรกเกิดยังแสดงสัญญาณหิวได้ไม่ชัดเจน บางคนง่วงมากจนไม่ยอมตื่น ทั้งที่ถึงเวลากินนมแล้ว หรือดูดนมเพียงไม่นานก็หลับคาเต้า ทั้งที่ยังได้รับนมไม่เพียงพอ จึงควรปลุกให้กินนมตามเวลาในช่วงแรก

ต้องปลุกลูกถึงอายุเท่าไหร่?

หมอม็อดระบุว่า การพิจารณาเลิกปลุกลูกกินนมไม่ได้อาศัยอายุเพียงอย่างเดียว แต่ดูจากความพร้อมของเด็ก ได้แก่

  • น้ำหนักกลับมาเกินน้ำหนักแรกเกิดแล้ว
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อเนื่องประมาณ 30 กรัมต่อวัน หรือราว 200 กรัมต่อสัปดาห์
  • ปัสสาวะได้ดี เปลี่ยนผ้าอ้อมประมาณ 6-8 ครั้งต่อวัน

เมื่อเด็กมีสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าได้รับนมเพียงพอ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะเป็นในช่วงเดือนแรกของชีวิต โดยในทางปฏิบัติ แพทย์มักแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปลุกลูกกินนมทุก 3-4 ชั่วโมงต่อไปจนถึงอายุประมาณ 1 เดือน เพื่อรอการตรวจติดตามกับกุมารแพทย์ ซึ่งจะประเมินน้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ รวมถึงจำนวนปัสสาวะและอุจจาระ หากทุกอย่างเป็นไปตามเกณฑ์ จึงสามารถเลิกปลุกลูกได้

เด็กกลุ่มไหนอาจต้องปลุกนานกว่าปกติ?

คำแนะนำข้างต้นใช้กับเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น หากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีโรคประจำตัว อาจจำเป็นต้องปลุกกินนมต่อไปนานกว่าปกติ จึงควรปรึกษากุมารแพทย์ที่ดูแลเด็กโดยตรง

หลังเลิกปลุก ควรให้นมแบบไหน?

เมื่อเด็กเติบโตได้ดีและไม่จำเป็นต้องปลุกกินนมแล้ว ควรเปลี่ยนมาใช้การให้นมแบบ Responsive Feeding หรือ On-demand Feeding คือ ให้นมเมื่อเด็กแสดงสัญญาณหิว และหยุดเมื่อเด็กแสดงสัญญาณอิ่ม แนวทางนี้เลียนแบบธรรมชาติ เพราะคนเราไม่ได้กินตามนาฬิกา แต่กินเมื่อหิวและหยุดเมื่ออิ่ม เด็กก็เช่นเดียวกัน

เรียนรู้สัญญาณหิวและสัญญาณอิ่มของลูก

สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) แนะนำให้พ่อแม่สังเกตพฤติกรรมของลูก มากกว่าการยึดติดกับเวลาให้นม

สัญญาณเด็กหิว

  • ดูดมือหรือดูดนิ้ว
  • แลบลิ้น ทำเสียงดูดปาก
  • อ้าปากหาเต้าหรือขวดนม
  • หันหน้าหาสิ่งที่จะดูด (Rooting)
  • ร้องไห้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณหิวระยะท้าย

สัญญาณอิ่ม

  • ดูดช้าลง
  • ปล่อยหัวนมหรือขวดนมเอง
  • หันหน้าหนีหรือส่ายศีรษะ
  • หลับอย่างผ่อนคลาย
  • ใช้มือปัดหัวนมหรือขวดนมออก

เมื่อพ่อแม่สามารถอ่านสัญญาณของลูกได้ การให้นมจะเป็นไปอย่างเหมาะสมและง่ายขึ้น

หากยังปลุกทุก 3 ชั่วโมง ทั้งที่ไม่จำเป็น อาจเกิดผลเสีย

แพทย์อธิบายว่า เมื่อเด็กเติบโตดีแล้ว หากยังปลุกกินนมทุก 3 ชั่วโมง อาจรบกวนการเรียนรู้เรื่อง "ความหิวและความอิ่ม" ของเด็ก AAP ระบุว่า Responsive Feeding ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะส่งสัญญาณเมื่อหิว และหยุดกินเมื่ออิ่ม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการควบคุมการกินไปตลอดชีวิต

ในทางกลับกัน หากผู้ใหญ่เป็นผู้กำหนดเวลาให้นมตลอด อาจทำให้เด็กได้รับนมมากเกินความต้องการ (Overfeeding) ส่งผลให้แหวะนม อาเจียน ท้องอืด หรือร้องกวนจากการอิ่มเกินไป และในระยะยาวอาจรบกวนความสามารถในการควบคุมการกินของตนเอง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้

ลูกจะเลิกกินมื้อดึกเมื่อไหร่?

โดยธรรมชาติ หากเด็กได้รับนมเพียงพอในช่วงกลางวัน และได้รับการเลี้ยงแบบ Responsive Feeding เมื่อเด็กเริ่มนอนยาวขึ้น มื้อดึกจะค่อย ๆ หายไปเอง และเปลี่ยนไปกินชดเชยในเวลากลางวันแทน โดยไม่จำเป็นต้องเร่งฝึกหรืองดมื้อดึก

ประสบการณ์จากคุณหมอ

หมอม็อด เล่าว่า ลูกของตนเองเลิกปลุกกินนมเมื่ออายุประมาณ 3 สัปดาห์ เนื่องจากน้ำหนักขึ้นดี ปัสสาวะปกติ และการเจริญเติบโตเป็นไปตามเกณฑ์ โดยมีการชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลการกิน การนอน ปัสสาวะ และอุจจาระไว้ทุกวัน หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนมาใช้ Responsive Feeding โดยบางครั้งลูกหิวทุก 2 ชั่วโมง บางครั้ง 4 ชั่วโมง หรือบางครั้งนอนยาวถึง 5 ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้ปลุก เพราะสิ่งที่ติดตามคือสัญญาณหิว สัญญาณอิ่ม น้ำหนัก และการขับถ่าย ไม่ใช่นาฬิกาเมื่อเด็กโตขึ้นและนอนยาวได้ 6-8 ชั่วโมง มื้อดึกก็หายไปเองตามธรรมชาติ และย้ายไปกินมากขึ้นในช่วงกลางวัน

หมอม็อดทิ้งท้ายว่า เด็กเปลี่ยนแปลงทุกวัน บางช่วงอาจนอนยาว แต่เมื่อฟันขึ้นหรือไม่สบาย ก็อาจกลับมาตื่นกินนมบ่อยขึ้นได้อีก ดังนั้น พ่อแม่ไม่ควรพยายามให้ลูกทำตามตารางเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ควรเรียนรู้และตอบสนองต่อสัญญาณของลูกในแต่ละวัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการให้นมแบบ Responsive Feeding

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ