นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า โพสต์สะท้อนถึงความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ โดยระบุว่า "บาดแผลจากไฟไหม้ในที่ปิด" เป็นหนึ่งในความทรมานที่สุด เพราะแม้หลายคนจะรอดชีวิตออกมาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหลุดพ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น
หมอม็อดระบุว่า ในด้านร่างกาย ผู้ประสบเหตุจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับบาดแผลไฟไหม้รุนแรงทั่วร่างกาย
ต้องทำแผลซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ท่ามกลางความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางคนสูดดมควันพิษและความร้อนเข้าไปจนทางเดินหายใจบวม ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ บางรายจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดและปลูกถ่ายผิวหนัง รวมถึงต้องใช้ชีวิตร่วมกับรอยแผลเป็นไปตลอดชีวิต
นอกจากบาดแผลทางกายแล้ว บาดแผลทางใจก็รุนแรงไม่แพ้กัน หลายคนรอดชีวิต แต่ต้องสูญเสียคนที่เดินทางมาด้วย บางคนยังคงเห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ฝันร้ายทุกคืน และบางรายเผชิญภาวะกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
หมอม็อดกล่าวต่อว่า ไฟไหม้อาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาจติดตัวผู้รอดชีวิตไปตลอดชีวิต พร้อมกันนี้ ยังสะท้อนถึงเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่หลายเหตุการณ์ของประเทศไทย โดยมองว่า แม้สถานที่จะเปลี่ยน ผู้ประสบเหตุจะเปลี่ยน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ วงจรของ "ไฟไหม้ มีผู้เสียชีวิต ถอดบทเรียน และเกิดเหตุซ้ำอีก" โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดบทเรียนเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ เพราะทุกบทเรียนล้วนแลกมาด้วยชีวิตของผู้คนมากมาย สิ่งที่ขาดคือการทำให้กฎหมายและมาตรฐานด้านความปลอดภัยถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง
"เพราะถ้ารู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เคยมีคนเสียชีวิตมาแล้ว เคยถอดบทเรียนมาแล้ว แต่ยังปล่อยให้เรื่องเดิมเกิดขึ้นซ้ำ ก็แปลว่าเรามีบทเรียนนั่นแหละครับ แค่ไม่เคยเรียนรู้ และไม่เคยจำ"
ท้ายที่สุด หมอม็อด ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวของผู้สูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกคนปลอดภัย และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากครั้งนี้ไปได้