ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ โดยระบุว่า หากถามว่าคนไข้กลุ่มใดที่น่าสงสารที่สุด คำตอบของเขามีเพียงคำเดียว คือ ผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก เพราะไฟไม่ได้เผาไหม้เพียงผิวหนัง แต่ยังเปลี่ยนชีวิตของคนคนนั้นไปตลอดกาลด้วย
หมอสุรัตน์เล่าว่า หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ขณะเป็นแพทย์ฝึกหัดด้านประสาทวิทยา เขาได้รับคำปรึกษาให้ไปดูแลผู้ป่วยโรคลมชักรายหนึ่งที่พักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมพลาสติก ผู้ป่วยรายดังกล่าวถูกน้ำร้อนลวกและจำเป็นต้องปรับยากันชัก ในช่วงเวลานั้น หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงยังมีสภาพแออัด จำนวนผู้ป่วยล้นเกินเตียงจนต้องใช้เปลเรียงตามทางเดินไปจนถึงหน้าลิฟต์ บรรยากาศยามค่ำคืนที่เงียบและไฟสลัว ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยความวังเวง
เมื่อเดินไปถึงเตียงของผู้ป่วยหญิงวัยประมาณ 25 ปี เขาพบหญิงสาวในชุดผู้ป่วย มีผ้าก๊อซพันรอบศีรษะ เหลือเพียงดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่เมื่อเธอเปิดผ้าก๊อซออก ภาพตรงหน้าทำให้เขาตกตะลึง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลจากไฟไหม้และน้ำร้อนลวก เส้นผมถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเล็กน้อย ผิวหนังบนใบหน้าเปลี่ยนสภาพ เปลือกตาหายไป หนังบริเวณลำคอหดรั้งลงมาถึงไหปลาร้า ริมฝีปากบนเปิดเผยให้เห็นเหงือกและฟัน ร่องรอยของบาดแผลสะท้อนความโหดร้ายที่เธอต้องเผชิญ
ผู้ป่วยกล่าวกับแพทย์อย่างเข้าใจว่า เขาไม่ใช่คนแรกที่ตกใจกับใบหน้าของเธอ เพราะทั้งแพทย์และพยาบาลหลายคนต่างมีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน แต่ตัวเธอเองเริ่มชินกับมันแล้ว
เมื่อสอบถามถึงสาเหตุ เธอเล่าว่า ป่วยเป็นโรคลมชักมานาน แต่หยุดรับประทานยา เพราะบ้านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลที่มียาให้รักษา คิดว่าเว้นยาไปสักระยะคงไม่เป็นไร แต่ระหว่างทอดปาท่องโก๋ เธอเกิดอาการชัก ใบหน้าล้มลงไปในหม้อน้ำมันเดือดเพียงชั่วขณะ ก่อนที่ชีวิตจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
หลังจากนั้น แพทย์สอบถามถึงครอบครัว ผู้ป่วยตอบว่าแต่งงานแล้ว แต่หลังจากสามีเห็นสภาพใบหน้าครั้งแรก ก็ไม่กลับมาเยี่ยมอีก และขาดการติดต่อไปในที่สุด ระหว่างการสนทนา เด็กหญิงตัวน้อยซึ่งเป็นลูกของเธอเดินเข้ามาพร้อมเรียกหาแม่ด้วยความดีใจ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของผู้เป็นแม่ เด็กกลับตกใจ ร้องไห้และวิ่งหนี พร้อมร้องว่า "ผี"
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง ผู้เป็นแม่ได้แต่น้ำตาคลอ ก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน ขณะที่แพทย์ยืนมองด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่มีแม่คนใดไม่รักลูก และไม่มีลูกคนใดไม่รักแม่ แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนทุกอย่างไป หลังจากซักประวัติและปรับยากันชักให้ผู้ป่วยเรียบร้อย เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจของเขาจนถึงทุกวันนี้
หมอสุรัตน์ ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังพบผู้ป่วยไฟไหม้และน้ำร้อนลวกอยู่เสมอ บางคนสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์เลวร้ายได้อย่างเข้มแข็ง ขณะที่บางคนต้องเผชิญภาวะซึมเศร้าและผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก เขาจึงอยากให้สังคมมองลึกเข้าไปมากกว่าบาดแผลภายนอก และเข้าใจชีวิตของผู้ที่ผ่านเหตุการณ์อันโหดร้ายเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยความหวังและกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง