เช็กด่วน! 5 พฤติกรรมเร่ง “ไตเสื่อม” เสี่ยงถึงขั้นฟอกไต

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอเจดแนะ 5 พฤติกรรมยามเช้าที่ควรเลี่ยง หวั่นเร่งไตเสื่อม ทั้งดื่มน้ำน้อย กินเค็มจัด ใช้ยาแก้ปวดบ่อย ลืมกินยา และกินหวานจัด

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเพจ หมอเจด ถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่หากทำซ้ำ ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของไต โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไตเสื่อม หรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ สิ่งที่นำไปสู่ภาวะไตวายมักเป็นเรื่องที่สะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ดังนั้นจึงแนะนำให้ลองหยุด 5 พฤติกรรมต่อไปนี้

 

5 พฤติกรรมตอนเช้า อาจเร่ง “ไตเสื่อม” หมอเจด
5 พฤติกรรมตอนเช้า อาจเร่ง “ไตเสื่อม”

ตื่นมาแล้วปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ

ระหว่างนอนหลับ ร่างกายยังสูญเสียน้ำจากการหายใจ เหงื่อ และปัสสาวะ หากตื่นมาแล้วยังไม่ดื่มน้ำ รีบออกจากบ้าน ทำงานกลางแดด หรือดื่มกาแฟหลายแก้วแทนน้ำตลอดช่วงเช้า โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำน้อยอยู่แล้ว ก็อาจมีโอกาสขาดน้ำมากขึ้น

เมื่อร่างกายขาดน้ำ เลือดที่ไปเลี้ยงไตอาจลดลงได้ โดยเฉพาะในคนที่มีไตเสื่อม กินยาขับปัสสาวะ มีอาการท้องเสีย หรืออยู่ในสภาพอากาศร้อนมาก

หลังตื่นนอนจึงควรดื่มน้ำตามความกระหายและให้เพียงพอกับร่างกาย ไม่จำเป็นต้องดื่มครั้งละมาก ๆ หรือบังคับตัวเองให้ดื่มเป็นลิตร เพราะเป้าหมายไม่ใช่การดื่มน้ำให้มากที่สุดเพื่อให้ไตดีขึ้น

ทั้งนี้ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ไตเสื่อมระยะมาก หรือแพทย์จำกัดปริมาณน้ำ ควรดื่มน้ำตามแผนเฉพาะของตนเอง

เริ่มวันด้วยอาหารเค็มจัด

อาหารเช้าอย่างข้าวต้มกับไข่เค็ม โจ๊กที่เติมซีอิ๊วหลายรอบ ไส้กรอก แฮม หมูยอ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากรับประทานเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไตพัง แต่หากรับประทานเป็นประจำทุกวัน ปริมาณโซเดียมที่สูงอาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้ร่างกายเก็บน้ำมากขึ้น

โดยเฉพาะผู้ที่มีไตเสื่อมอยู่แล้ว ความดันโลหิตสูงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งการเสื่อมของไต

จึงควรลด “เครื่องปรุงที่มองไม่ค่อยเห็น” เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส น้ำจิ้ม และผงปรุงรส โดยลองชิมอาหารก่อนปรุง และลดอาหารแปรรูปลงอย่างน้อยหนึ่งอย่างในแต่ละวัน

การทำอย่างต่อเนื่องทุกวันมีความสำคัญมากกว่าการรับประทานอาหารสุขภาพเฉพาะช่วงก่อนตรวจเลือด

ปวดแล้วหยิบยาแก้ปวดกินเองเป็นประจำ

ผู้ที่มีอายุมากหรือมีไตเสื่อมควรระมัดระวังการใช้ยาแก้ปวด โดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac และ naproxen รวมถึงยาในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากยากลุ่มนี้สามารถทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงไตลดลงได้

ความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลันจะยิ่งเพิ่มขึ้น หากในช่วงนั้นมีภาวะขาดน้ำ กินยาขับปัสสาวะ มีไตเสื่อมอยู่แล้ว หรือใช้ยาบางกลุ่มสำหรับรักษาความดันโลหิตร่วมด้วย

เนื่องจากยาเหล่านี้หาซื้อได้ง่าย หลายคนจึงอาจมีพฤติกรรมปวดแล้วหยิบกิน เมื่ออาการดีขึ้นก็หยุด และกลับมากินใหม่เมื่อมีอาการปวดอีกครั้ง จนไม่รู้ว่าตัวเองรับประทานยาไปจำนวนเท่าใดในแต่ละเดือน

หากต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยจนแทบเป็นกิจวัตร ควรหาสาเหตุของอาการปวดและพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับยาที่เหมาะสมกับสุขภาพไต ไม่ควรใช้ยาแก้ปวดโดยไม่จำกัด

ลืมกินยาความดันหรือยาเบาหวาน เพราะรู้สึกว่ายังปกติดี

โรคที่ทำร้ายไตหลายโรคสามารถดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ โดยความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการปวดหัว น้ำตาลในเลือดสูงอาจไม่ทำให้รู้สึกผิดปกติ และการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะก็อาจไม่มีอาการเช่นกัน

ดังนั้น การตื่นมาแล้วรู้สึกสบายดีไม่ได้หมายความว่าค่าต่าง ๆ ภายในร่างกายอยู่ในระดับปกติ

หากแพทย์สั่งยาความดันหรือยาเบาหวาน ควรรับประทานตามคำแนะนำ ไม่ควรกินบ้างลืมบ้าง เพราะอาจทำให้ความดันและน้ำตาลในเลือดแกว่ง และส่งผลสะสมต่อไต

ยาบางกลุ่มยังมีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมของไตในผู้ที่เหมาะสม เช่น ยาที่ช่วยลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือยาบางชนิดที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไตและหัวใจ

หากรับประทานยาแล้วมีอาการเวียนหัว ความดันต่ำ น้ำตาลต่ำ หรือมีผลข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยา ไม่ควรหยุดยาเองแล้วรอจนไตแย่ลงจึงกลับมารักษาใหม่

เริ่มเช้าด้วยอาหารหรือเครื่องดื่มหวานจัดเป็นประจำ

กาแฟเย็น ชาไทย นมข้นหวาน หรือขนมปังไส้หวาน อาจดูเหมือนเป็นเพียงอาหารมื้อเช้า แต่หากรับประทานหรือดื่มเป็นประจำทุกวัน ปริมาณน้ำตาลสะสมอาจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มและเพิ่มภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง หากควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เส้นเลือดขนาดเล็กในไตก็อาจค่อย ๆ ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรังในระยะยาว

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการงดทุกอย่างจนทำได้ยาก อาจค่อย ๆ ลดระดับความหวานจากปกติ เป็นหวานน้อย 25% และไม่หวานตามลำดับ ในมื้อเช้าควรเพิ่มแหล่งโปรตีน เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือเนื้อไม่ติดมัน และไม่ควรปล่อยให้มื้ออาหารมีเพียงแป้งกับเครื่องดื่มหวาน การควบคุมน้ำตาลให้ดีจึงไม่ได้ช่วยเฉพาะการควบคุมเบาหวาน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อไตด้วย

ไตเสื่อมระยะแรกอาจไม่มีอาการ

หมอเจด ยังระบุว่า หากต้องการทราบว่าไตกำลังเสื่อมหรือไม่ ไม่ควรสังเกตเพียงว่าปัสสาวะยังเป็นปกติหรือไม่ เพราะผู้ที่มีไตเสื่อมระยะแรกหลายคนยังปัสสาวะได้ตามปกติ ไม่มีอาการบวม ไม่เหนื่อย และไม่ปวดเอว แต่ค่าไตอาจเริ่มลดลง หรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะแล้ว

ผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุมากขึ้น มีโรคหัวใจ หรือมีประวัติโรคไตในครอบครัว ควรติดตามการทำงานของไต โดยมีค่าที่สำคัญอย่างน้อย 2 อย่าง ได้แก่

  • eGFR ใช้ดูความสามารถในการกรองของไต
  • Urine ACR ใช้ดูว่ามีอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะหรือไม่

การติดตามแนวโน้มของทั้งสองค่านี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีประโยชน์มากกว่าการรอจนกระทั่งมีอาการผิดปกติแล้วจึงตรวจ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ