เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 64 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การกระทำของ ผู้กำกับโจ้ ในฐานะที่เป็นตำรวจ ย่อมทราบดีว่าการนำถุงคลุมหัวผู้ต้องหาถึง 6 ชั้น ย่อมเล็งเห็นผลว่า ผู้ต้องหาอาจเสียชีวิตได้ จึงเข้าข่ายความผิดตาม ม.288 ฐานเจตนาฆ่า แต่การที่ผู้กำกับโจ้ พยายามเบี่ยงประเด็นให้เข้า ม.290 ไม่มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาที่มีโทษน้อยกว่า ดังนั้นพนักงานสอบสวน จึงต้องทำคดีนี้อย่างรอบคอบ รวมรวมพยานหลักฐานให้ดี จึงอยากให้ทุกฝ่ายติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
นายราเมศ ยังขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญา ที่มีความสำคัญมากต่อการปฏิรูปตำรวจ โดยร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเป็นการพูดถึงกรณีที่ตำรวจกระทำผิดต่อประชาชน ต้องมีหน่วยงานกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ช. ร่วมสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นคดี
ส่วนความคืบหน้า หลัง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกำกับดูแลงานด้านยาเสพติด ออกคำสั่งถึงผู้บังคับบัญชาทุกระดับไปทบทวนชุดสืบสวนยาเสพติดตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจ ถึง กองบัญชาการ ไปตรวจสอบประวัติ และพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับยาเสพติด และให้ผู้บังคับบัญชารับรองความประพฤติเป็นรายบุคคล ล่าสุด พล.ต.อ.มนู ระบุว่าตอนนี้ทุกหน่วยอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยวางกรอบเวลาไว้ว่าทุกหน่วยต้องส่งรายงานให้เร็วที่สุดพร้อมย้ำว่าหากพบว่ามีบุคคลใดมีประวัติหรือพฤติกรรมไม่ดีเกี่ยวกับยาเสพติด หรือย่อหย่อน ต้องเปลี่ยนตัวไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับคดียาเสพติดอีก เพราะหากเกิดเรื่องร้องเรียนขึ้นมา ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่าผู้บังคับบัญชาจะรายงานข้อเท็จจริง อย่างตรงไปตรงมา