วิธีแก้คัดจมูก ปล่อยให้คัดจมูกเรื้อรังเสี่ยง 5 ระบบร่างกาย
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมทั้งมีอากาศที่เย็นลงเป็นระยะๆ หลายคนมักเกิดอาการไข้ขึ้น คัดจมูก หายใจไม่ออก สามารถรักษาได้ด้วยตนเอง แต่หากปล่อยเรื้อรัง อาจส่งผลต่อ 5 ระบบร่างกาย
“อาการคัดจมูก” รูจมูกตันด้วยน้ำมูกจนหายใจไม่ออก อาจเกิดจากสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้เนื้อเยื่อในจมูกเกิดการอักเสบและระคายเคือง โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่พบได้บ่อย มีดังนี้
- การติดเชื้อหวัดหรือการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัดธรรมดา โรคไข้หวัดใหญ่ และภาวะไซนัสอักเสบ เป็นต้น
- โรคภูมิแพ้จมูก หรือไข้ละอองฟาง
- โรคจมูกอักเสบเรื้อรัง
- ริดสีดวงจมูก ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูกหรือโพรงไซนัส ทำให้มีก้อนเนื้อนิ่ม ๆ ยื่นออกมากีดขวาง จนทำให้หายใจไม่สะดวกได้
อาการคัดจมูกยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ต่อมอะดีนอยด์บวม การได้รับบาดเจ็บที่จมูก การสูดดมควันบูหรี่ มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ การตั้งครรภ์ ความเครียด โรคหืด รวมถึงการใช้ยาบางชนิด เป็นต้น
วิธีรับมือเมื่อเกิดอาการคัดจมูก
- สูดหายใจเข้า หรือสั่งน้ำมูกออกมาเบา ๆ
- หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้หรือก่อให้เกิดความระคายเคืองมากขึ้น เช่น ไรฝุ่น ควันบุหรี่ หรือสภาพอากาศและความชื้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เป็นต้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะอาจช่วยให้น้ำมูกไม่จับตัวเหนียวหรือปิดกั้นโพรงจมูก
- ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นหรือเครื่องทำไอระเหย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นภายในห้อง
- ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดให้หมาดวางไว้บนใบหน้า ซึ่งอาจช่วยเปิดโพรงจมูกที่แน่น และอาจทำให้หายใจสะดวกยิ่งขึ้น
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อล้างน้ำมูกออกมา
- ยกศีรษะให้สูงขึ้นจากปกติในระหว่างที่นอนหลับตอนกลางคืน
- สำหรับอาการคัดจมูกในเด็กทารกและเด็กเล็ก ให้ใช้ลูกยางแบบบีบเพื่อดูดเอาน้ำมูกออกมาอย่างเบา ๆ
นอกจากนี้ หากมีอาการน้ำมูกไหลอย่างต่อเนื่อง และมีอาการจาม คัน หรือน้ำตาไหล อาจรับประทานยาแก้แพ้ที่หาซื้อได้เอง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด
อาการแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ ?
- คัดจมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 10 วันโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมทั้งหากมีไข้สูง
- รู้สึกแน่นจมูกเพียงข้างเดียว มีเลือดปนออกมากับน้ำมูก
- มีน้ำมูกใสหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือมีอาการบางอย่างที่อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น มีน้ำมูกสีเหลืองหรือสีเขียวข้นเป็นปริมาณมาก มีไข้ หรือมีอาการปวดบริเวณไซนัส เป็นต้น
- ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน หากพ่อแม่พบว่าลูกน้อยมีอาการคัดจมูก มีไข้ หรือมีน้ำมูกไหลจนอาจส่งผลกระทบต่อการดูดนม หรืออาการเหล่านั้นทำให้เด็กหายใจลำบาก ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
ยาแก้แพ้อาจไม่ใช่ทางออก!“ภูมิแพ้อากาศ” ปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกัน
หากปล่อย อาการคัดจมูกจนเรื้อรังติดต่อกันนานๆ ไม่เพียงแค่บั่นทอนคุณภาพการใช้ชีวิต แต่ยังสามารถส่งผลเสียต่อระบบอื่นๆ ในร่างกายได้อีกด้วย
- ระบบทางเดินหายใจ
จมูกเป็นอวัยวะหลักในการหายใจ แน่นอนว่าเมื่อเกิดภาวะที่มีสิ่งอุดตันจนทำให้หายใจไม่สะดวก อีกหนึ่งทางแก้ที่พบเห็นกันอยู่บ่อยๆ ก็คือ การหายใจทางปากแทน ซึ่งการหายใจทางปากนี้จะส่งผลให้อากาศผ่านลงไปในทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยอากาศจะมีความเย็นและมีความชื้นต่ำ ระบบหายใจส่วนล่างจึงต้องทำงานหนักขึ้น..โอกาสเกิดการอักเสบหรือระคายเคืองก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหืด หรือผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบหรือภูมิแพ้
- ระบบหลอดเลือดหัวใจ
สังเกตได้ว่าเวลาที่เราคัดจมูก.. มักจะเกิดอาการ “นอนกรน” ร่วม ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยพยายามหายใจเข้าจนทำให้เกิดความดันในทางเดินหายใจส่วนบน เนื้อเยื่ออ่อนในคอหายยุบตัวเข้ามามากขึ้น.. เกิดการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนคอหอย หรืออาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยหายใจทางปาก เมื่อกล้ามเนื้อลิ้นเกิดการหย่อนตัว ทางเดินหายใจบริเวณคอหอยก็จะเกิดการตีบแคบได้เช่นกัน โดยอาการนอนกรนที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ร่างกายผลิตสารบางอย่าง เช่น ฮอร์โมนสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตสูง หรือทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมเร็ว
- ระบบหลอดเลือดสมอง
ปริมาณออกซิเจนที่ไม่เพียงพอตอนนอนหลับจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการนอนหลับไม่ดีเท่าที่ควร เกิดอาการง่วงและเพลียระหว่างวัน ขี้ลืม หลับๆ ตื่นๆ นอนกรนและอาจเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมไปถึงเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตันได้
- ระบบประสาทหู
หูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกจะมีท่อที่เชื่อมต่อกันอยู่ เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (eustachian tube) เวลาที่เราเป็นหวัด เยื่อบุต่างๆ รวมถึงเยื่อบุในท่อนี้จะเกิดการบวมจนตีบตัน ทำให้ไม่สามารถระบายความดันอากาศในช่องหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอกได้ ผู้ป่วยจึงรู้สึกว่ามีอาการปวดหู หูอื้อ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อลุกลาม เช่น หูอักเสบ หรือหูน้ำหนวกได้
- ระบบท่อน้ำตาอุดตัน
เป็นหวัด คัดจมูก เยื่อบุโพรงจมูกที่บวมจะส่งผลให้น้ำตาไม่สามารถไหลลงไปได้ ทำให้น้ำตาเอ่อและขี้ตาจะเยอะขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น! หากท่อน้ำตาอุดตันเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดการติดเชื้อในถุงน้ำตากลายเป็น “ถุงน้ำตาอักเสบ” ได้
ดังนั้น เมื่อเป็นหวัดก็ควรรีบรักษาให้หาย และคงจะดีกว่าถ้าเราจะหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพราะไม่เพียงแค่ป้องกันไข้หวัด แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท และ pobpad
นอนไม่หลับ! ใช้ “ยาแก้แพ้” ได้หรือไม่? รู้จักชนิดและผลข้างเคียงของยา
เคล็ดลับเช็ดตัวลดไข้ ฉบับข้ามคืน ซมไข้ยังไงให้ตื่นมาสดชื่นไม่ปวดหัว