“วัคซีนภูมิแพ้” ทางเลือกการรักษาของผู้ป่วย เหมาะกับใครบ้าง?
สำหรับคนเป็นภูมิแพ้ไม่มีใครอยากแพ้ไปตลอด การรักษาภูมิแพ้ด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ จึงเป็นทางเลือกทางรอดของผู้ป่วย ลดความรุนแรง ลดการใช้ยา ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
วัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) ทางเลือกการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยภูมิแพ้มีอาการแพ้ลดลงไปจนถึงหายแพ้ โดยจะใช้วิธีให้สารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายทีละนิด เริ่มจากปริมาณน้อยไปจนถึงมากที่สุดตามแนวเวชปฏิบัตินานาชาติ โดยฉีดทุกสัปดาห์แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดจนถึงปริมาณสูงสุดที่แนะนำในการรักษาในช่วง 6 เดือนแรก
โดยระยะเวลาขึ้นกับปฏิกิริยาข้างเคียงของผู้ป่วยแต่ละท่าน หลังจากนั้นอาจพิจารณาเป็นฉีดเดือนละครั้งตลอด 3 – 5 ปี
ตามรายงานทางการแพทย์ อาการผู้ป่วยเฉลี่ยจะดีขึ้นที่ 20 สัปดาห์เป็นต้นไปหลังเริ่มรักษาเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจนตอบสนองต่อสารที่แพ้ลดลง เพื่อให้ร่างกายทนต่อสิ่งที่แพ้ได้ดีขึ้น เกิดภูมิคุ้มกันดีที่เป็นความจำระยะยาว อาการดีขึ้น ลดยาได้หรือไปจนถึงหายจากอาการแพ้ได้ในที่สุด
ประเภทวัคซีนภูมิแพ้
- วัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Immunotherapy) มีหลายชนิดตามสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ อาทิ ไรฝุ่น ละอองหญ้า ขนแมว ขนสุนัข แมลงสาบ เชื้อรา เป็นต้น อาจแพ้วัคซีนได้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยในช่วงแรกผู้ป่วยต้องมาฉีดทุกสัปดาห์ และหลังจากที่ถึงปริมาณสูงสุดที่ใช้ในการรักษาสามารถฉีดห่างเป็นทุก 1 เดือนได้ โดยในการฉีดแต่ละครั้งผู้ป่วยจะได้รับการสังเกตอาการแพ้อย่างใกล้ชิดที่คลินิกภูมิแพ้ โดยแพทย์และบุคลากรเฉพาะทาง
- วัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้น (Sublingual Immunotherapy) ปัจจุบันในประเทศไทยมีใช้สำหรับผู้ป่วยที่แพ้ไรฝุ่นเท่านั้น มีโอกาสแพ้น้อยกว่าแบบฉีด แต่ผู้ป่วยต้องอมใต้ลิ้นทุกวันไปต่อเนื่อง 3 ถึง 5 ปี
ใครเหมาะกับวัคซีนภูมิแพ้
- ผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้
- ผู้ป่วยโรคหอบหืดจากภูมิแพ้
- ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเรื้อรังจากภูมิแพ้
ผู้ป่วยได้รับการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test To Aeroallergen) หรือ ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Specific IgE) และพบว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดที่สามารถทำการรักษาได้ เช่น ไรฝุ่น ละอองหญ้า ขนน้องแมว ขนน้องสุนัข ขนแมลงสาบ หรือเชื้อรา
เตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนภูมิแพ้
- ผู้ป่วยภูมิแพ้แต่ละคนมีข้อจำกัดแตกต่างกันจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ฉีดวัคซีนภูมิแพ้กับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น และสังเกตอาการแพ้ใกล้ชิดที่คลินิกภูมิแพ้อย่างต่ำ 30 นาที
- งดออกกำลังกายก่อนและหลังฉีดวัคซีนภูมิแพ้ 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันสารก่อภูมิแพ้ดูดซึมเร็วเกินไป
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6 – 8 ชั่วโมง
- หากวางแผนตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ
- ถ้าไม่สบายหรือกำลังป่วยไม่สามารถรับวัคซีนภูมิแพ้ได้
- ไม่จำเป็นต้องงดยาแก้แพ้ สามารถรับประทานได้ตามปกติ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนฉีดวัคซีนภูมิแพ้
ภูมิแพ้อากาศรุนแรงเสี่ยงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน-หอบหืดกำเริบเสียชีวิตได้
วิธีการรักษาอื่น ๆ
- เลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยหลังจากได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ใดบ้าง
- การใช้ยาพ่นต่อเนื่อง โรคภูมิแพ้โพรงจมูก หรือโพรงไซนัสอักเสบ หากเป็นรุนแรงมีเยื่อบุโพรงจมูกบวม หรือเป็นถึงโพรงไซนัสอักเสบ แนะนำการใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ต่อเนื่องไปช่วงหนึ่ง เพื่อลดการบวมอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก ลดอาการคัดจมูก ปวดโพรงใบหน้าได้ โดยไม่แนะนำในการใช้ยาพ่นจมูกชนิดลดบวมจมูกที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ต่อเนื่องเพราะถ้าเป็นชนิดนี้จะไปหดเส้นเลือด ส่งผลให้ผนังโพรงจมูกไม่ตอบสนองต่อยาพ่นใด ๆ หรือภาวะ Rhinitis Medicamentosa
- การล้างจมูก ต้องล้างให้ถูกวิธีด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกในโพรงจมูก
- ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) คือ ยาที่สร้างภูมิคุ้มกันจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ออกแบบมาให้มีความจำเพาะต่อความต้องการรักษา หรือเป็นการรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์ต่าง ๆ ที่เป็นต้นกำเนิดที่ทำให้เกิดโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ (Targeted Therapy) เช่น ยาฉีดกลุ่ม Anti-IgE, Anti-IL-5, Anti-IL4/13, Jak-1 inhibitor
- ยาเสริมอื่นๆ ตามอาการ เช่น ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานแบบไม่ง่วง ยาหยอดตาแก้แพ้หากมีอาการภูมิแพ้เยื่อบุตาอักเสบร่วม
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
ภาพจาก : Freepik
“ภูมิแพ้อากาศ”หรือ“โควิด19”อาการคล้ายกันแยกให้ออกก่อนปอดอักเสบ!
รักษาภูมิแพ้ตามชนิดให้หายขาด คืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยมากที่สุด