ไขมันพอกตับ เสี่ยงโรคอะไรบ้าง ? เผยลดน้ำหนักไม่ลงตับอาจเริ่มมีปัญหา!
หนึ่งในจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรัง คือ “ไขมันพอกตับ” ที่แทบจะไม่มีสัญญาณเตือนแต่เฝ้าระวังได้จากพฤติกรรมเสี่ยง และหากมีภาวะไขมันพอกตับจะเสี่ยงโรคอะไรบ้าง? ใครบ้างเสี่ยง? วิธีป้องกันและวินิจฉัย!
ปกติไขมันในร่างกายจะเป็นแหล่งพลังงาน อยู่ 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ หน้าท้อง และ และแหล่งที่ใหญ่ก็คือที่ตับนับว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด หากเกิดการสะสมของไขมันที่ตับมากๆ ก็จะเกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งไขมันนั้นก็เกิดมาจากการที่เราทานอาหารไขมันสูง ดื่มแอลกฮอล์นั้นเอง ซึ่งถ้าเกิดภาวะไขมันพอกตับก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ และเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ
Magnific/freepik
อาหารไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับ ก่อโรคอะไรได้บ้าง?
หากมีภาวะของไขมันพอกตับ คือการสะสมของไขมันเข้าไปในเซลล์ตับต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อตับได้และส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ อาจเป็นโรคที่เป็นอยู่เดิม เช่น
- โรคเบาหวาน
- ตับอักเสบจากไวรัสชนิดต่างๆ
- โรคอ้วน
- ไขมันในเลือดสูง
- ความดัน โลหิตสูง
- หลอดเลือดหัวใจตีบ
หากมีการอักเสบของตับเป็นเวลานาน ก็ส่งผลให้เกิดการทำลายของเซลล์ตับและการมีแทนที่ด้วยพังผืด จนในที่สุดจะทำให้เกิดตับแข็ง และมะเร็งตับได้
สัญญาณที่อาจบ่งชี้ว่าคุณเริ่มมีปัญหาตับ
- มีน้ำหนักมาก อ้วนลงพุง หรือมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง
- พยายามลดน้ำหนักอย่างไรก็ไม่ลง
- ระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
- เป็นโรคเบาหวาน
- รู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลียง่าย
- รู้สึกเจ็บตึง ๆ ที่ชายโครงขวา
- เริ่มมีอาการเบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ลง รวมถึงรู้สึกคลื่นไส้
วิธีลดความเสี่ยงไขมันพอกตับ
- พยายามลดลดน้ำหนักให้ได้ แต่ไม่ควรโหมลดหนักจนเกินไป ซึ่งจะต้องอยู่ในระดับปลอดภัย คือ สัปดาห์ละไม่เกิน 0.5 กิโลกรัม
- หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง จะต้องควบคุมโรคให้ดี
- ลด ละ เลิกการดื่มสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ตับทำงานมากยิ่งขึ้น
- หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น หรืออาหารเสริมประเภทน้ำมันต่างๆ เช่น น้ำมันปลา น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส และสมุนไพรต่าง ๆโดยไม่จำเป็น
- หลีกเลี่ยงพื้นที่ติดเชื้อ เพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อโรค
- หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี
เนื่องจากโรคที่เกี่ยวกับตับนั้น เป็นโรคที่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า โดยส่วนใหญ่การตรวจพบโรคไขมันพอกตับจึงมักพบเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งในบางรายพอเริ่มตรวจพบไขมันพอกตับก็อาจกลายเป็นภาวะตับแข็งแล้วก็เป็นได้ ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษเพื่อเปรียบเทียบปริมาณ ไขมันในตับ ได้ที่เรียกว่าไฟโบรสแกน (Fibro Scan-CAP) โดยไม่จำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อตับตรวจแล้ว ที่ตรวจง่าย ได้ผลเร็ว ไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆสามารถช่วยวินิจฉัยผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มแรกได้
อาหารป้องกันไขมันพอกตับ ลดความอ้วน เร่งกำจัดสารพิษออกจากตับได้!
ใครบ้างที่ควรตรวจไฟโบรสแกน?
- ผู้ป่วยโรคตับที่มีผลเลือดค่าการทำงานตับ AST/ALT มากกว่า 1 เพราะมีโอกาสเป็นโรคตับแข็ง
- มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี
- ดื่มเหล้าเป็นเวลานาน
- ทานยา หรือสมุนไพร ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปรกติ ถึง 4 เท่า
- อ้วนลงพุง หรือน้ำหนักเกิน
- กลุ่มภาวะไขมันพอกตับที่อายุมากกว่า 45 ปี
อย่างไรก็ตาม การปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมนับเป็นการปรามโรคให้อยู่หมัดได้เป็นอย่างดีเพื่อป้องกันการเกิดภาวะไขมันพอกตับ จุดเริ่มต้นของสารพัดโรคเรื้อรังอันตราย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
อาหารเสี่ยงไขมันพอกตับ กินเยอะเสี่ยงโรคอ้วน-ตับแข็ง ทำลายสุขภาพ!
9 อาการเบาหวาน สัญญาณที่อาจมองข้าม เช็กก่อนคุมไม่ได้อันตรายถึงชีวิต