“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ชู กรุงเทพฯน่าอยู่สำหรับทุกคน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เปิดวิสัยทัศน์ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ชู กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน เน้นปรับปรุงคุณภาพชีวิต-ระบบขนส่งสาธารณะ-พัฒนาพื้นที่สีเขียว

วันที่ 23 มีนาคม 2565 สถานีโทรทัศน์ PPTV HD ช่อง 36 ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “กรุงเทพ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” ขึ้นที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ให้ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครฯ ทั้ง 5 คน ร่วมสะท้อนปัญหา แสดงวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

อ่านไอเดีย "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" เมื่อกทม.ต้องรับมือภัยพิบัติ

“ชัชชาติ” ควง “พิจิตต” อดีตผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่บางขุนเทียน ยันไร้ขัดแย้งเพื่อไทย

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ชู กรุงเทพฯน่าอยู่สำหรับทุกคน

โดยรูปแบบงานได้เชิญวิทยาการจากทางมหาวิทยาลัย 3 ท่าน ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง รศ.ดร.ภาวิณี สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ร่วมตั้งคำถามที่ผู้สมัครผู้ว่ากทม. ประเด็นดังนี้ ปัญหาผังการจราจรและขนส่งสาธารณะ ปัญหาการจราจรที่หนาแน่นในกทม. ที่ไม่สามารถควบคุมและจำกัดรถยนต์ที่เข้ามาในเมืองกรุงได้ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแม้จะมีการซ่อมสร้างบ่อยครั้ง ปัญหาการจัดการพื้นที่สีเขียวมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีการเชื่อมโยง และปัญหาคุณภาพชีวิตของคนเมือง

นาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แสดงวิสัยทัศน์ว่า เราอยากให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะน่าอยู่แค่บางคน ถ้าทำให้กรุงเทพฯน่าอยู่แค่บางคนนั้นไม่ยาก คนมีตังได้อยู่สบายแต่คนที่มีรายได้น้อยต้องอยู่แบบลำบาก ช่วง 2ปีครึ่งที่ทีมงานเราได้ลงพื้นนที่ได้เจอปัญหาเส้นเลือกใหญ่ เส้นเลือดฝอย กรุงเทพฯ เสมือนร่างกายคนมีระบบเส้นเลือดใหญ่ที่เป็น Main ถ้าเทียบกับการลงทุนก็คือการลงทุนขนาดใหญ่ ส่วนเส้นเลือดฝอยที่นำเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ

ที่ผ่านมากรุงเทพฯให้ความสำคัญเฉพาะเส้นเลือดใหญ่ หรือ Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) เยอะ เราลงทุนจำนวนมากกับระบบเส้นเลือดใหญ่ ทำให้คนจำนวนหนึ่งที่อยู่ตามเส้นเลือดใหญ่ได้อยู่สุขสบาย แต่เส้นเลือดฝอยบางทีเราลืมในหลายมิติจนทำให้คนชายขอบขาดความสุขสบาย เพราะเราไม่สนใจเส้นเลือดฝอยเพราะมันไม่เซ็กซี่ ขณะที่เส้นเลือดใหญ่มีงบประมาณหลายหมื่นล้าน แต่ก็มีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน นั่นแสดงว่าเส้นเลือดใหญ่ก็มีปัญหาอุดตันอยู่ ดังนั้นควรจะทำให้เส้นเลือดใหญ่ดีขึ้น และทำให้เส้นเลือดฝอยเข้มแข็งขึ้นมาด้วย

เรื่องการคมนาคมขนส่ง รถไฟฟ้าเราลงทุนไปเป็นแสนล้านมี 11 สาย มี 200 กว่าสถานีกระจายไปทั่วตามเส้นเลือดใหญ่ ฉะนั้นคนที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าก็จะสบาย แต่เส้นเลือดฝอยที่ส่งไปยังบ้านคนนั้นลำบากเพราะรถเมล์ไม่มี ทางเดินเท้าก็ไม่ได้คุณภาพ ตนเองไปลงพื้นที่สายไหม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พหลโยธิน แต่ชาวบ้านมาไม่ถึง รถเมล์ก็ไม่มี ขับรถมาก็ไม่มีที่จอดรถ ขับรถมารถก็ติด ฉะนั้นเส้นเลือดฝอยที่จะพาเขาเข้ามาสู่เส้นเลือดใหญ่นั้นไม่ดี ซึ่งการแก้ปัญหาการจราจรที่ดีต้องสร้างเส้นเลือดฝอยให้เข้มแข็งด้วย แต่เมื่อดูการจราจรในกรุงเทพฯเส้นเลือดใหญ่ก็มีปัญหา

“รถไฟฟ้าบีทีเอสปัญหาหนักผู้ว่าฯคนใดคนหนึ่ง หรือ คนใหม่ที่จะเข้ามา สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เอาสัญญาของบีทีเอสมาเปิด เราไม่รู้เลยว่าหลังปี2572 จะต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถเท่าไหร่ และ ได้รายได้กลับมาเท่าไหร่”

เรื่องน้ำท่วมกทม.มีอุโมงค์ยักษ์ที่เสร็จไปแล้ว 4 โครงการ ระยะทางประมาณ 20 กม.เงินลงทุนไปเกือบ 3 หมื่นล้าน แต่สามารถระบายน้ำได้แค่ 260 คิวบิกเมตรต่อวินาที เทียบทั้งหมดที่จะต้องระบายจำนวน 2,600 คิวบิกเมตร อย่างที่ห้วยขวางเมื่อวันก่อนอยู่ใกล้อุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อเพียงนิดเดียว แต่การระบายน้ำก็ไปไม่ถึงเส้นเลือดใหญ่ ดังนั้นควรขุดลอกคูคลอง ขุดลอกท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยให้เต็มที่ คลองเป็นหัวใจหลักเพราะว่าน้ำฝนจะผ่านท่อระบายน้ำลงสู่คลอง หรือ  อุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อนำไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ฉะนั้นคลองน้ำจะต้องขุดลอกให้ไหลลื่นประตูระบายน้ำ ปั๊มน้ำที่สูบข้ามก็จะต้องมีอุปกรณ์ให้ครบ อย่าลืมว่ามีอุโมงค์น้ำอีก 6 แห่งที่จะต้องทำ งบประมาณ 28,000 ล้านบาท ถามว่าผู้ว่าฯที่จะเข้ามาใหม่จะทำต่อไหม และคุ้มไหม หรือ เอา 28,000 ล้านบาทไปดูแลเส้นเลือดฝอย ดังนั้น ผู้ว่าฯกทม.จะต้องสร้างความ balance (สมดุลย์) ในเรื่องนี้

ส่วนพื้นที่สีเขียว กรุงเทพฯมีสวนลุมพินีที่ใหญ่โตมาก มีสวนเบญจกิติ ที่มีสะพานเขียวเชื่อมเป็นสวนระดับโลกที่เราภาคภูมิใจ แต่ถามว่าใครจะทำให้คนมาเดินตั้งแต่ตี 5 ปัจจุบันมีเพียงคนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆเข้ามา แต่คนที่อาศัยอยู่หนองจอก มีนบุรีเดินทางเข้ามาก็ลำบาก ซึ่งเราไปทุ่มเทกับเส้นเลือดใหญ่ คือ สวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ค่อนข้างเยอะ แต่เราต้องการสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้บ้าน เด็ก และคนชราสามารถเดินไปได้ แนวคิดที่เราอยากทำคือ กรุงเทพฯ 15 นาที คือให้คนเดินทางมาจากบ้านได้เพียง 15 นาทีก็ถึงพื้นที่สีเขียว จริงๆแล้วในกทม.มีพื้นที่หลายแห่ง เช่น พื้นที่ราชการทำไมไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปใช้ได้  โรงเรียน เสาร์-อาทิตย์ ปิดเด็กๆก็มาวิ่งเล่นกันบนถนนนอกโรงเรียนทำไมไม่เปิดประตูให้เด็กเข้าไปใช้พื้นที่สีเขียวในโรงเรียน

“อีกอันที่เราอยากจะทำคือ การปลูกต้นไม้ให้เข้มข้น ไม่ได้ปลูกต้นไม้บนถนนอย่างเดียว แต่จะปลูกต้นไม่บนใจคนด้วย คือ ปลูกต้น 1 ล้านต้น ปีละ 250,000 ต้น 50 เขต เขตละ 5,000 ต้น อาทิตย์หนึ่งปลูกแค่ 100 ต้น แต่จำทำเป็นกิจกรรมในวันอาทิตย์ที่จะเชิญชวนกันออกไปปลูกต้นไม้กัน สุดท้ายอีก 20 ปีข้างหน้าก็จะเป็นสมบัติของเมืองที่ออกดอกสร้างร่มเงาให้เรา ผมคิดว่าพื้นที่สีเขียวอยู่ในใจเราด้วย”

เรื่องสุขภาวะ กทม.มีโรงพยาบาลระดับโลก เช่นโรงพยาบาลจุฬาฯ ศิริราช เป็นต้น แต่ถ้าไปดูเรื่องศูนย์สาธารณสุข อย่างศูนย์ 41 ที่คลองเตย มีเจ้าหน้าที่อยู่ 82 คน ดูแลคนคลองเตยแสนคน เส้นเลือดฝอยของเราอ่อนแอมากเมื่อเกิดปัญหาอย่างโควิด-19 คนไม่ไว้ใจเส้นเลือดฝอย คนก็แห่มาที่เส้นเลือดใหญ่ สุดท้ายเส้นเลือดใหญ่อุดตันหมด ตี 1 ตี 2 ต้องมารอคิวโรงพยาบาล ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เส้นเลือดฝอยที่อยู่ใกล้บ้านให้เข้มแข็ง ติดอาวุธให้เขา ติดอาวุธให้กระทรวงสาธารณสุขให้มีบุคลากรเพียงพอ เอาหมอไปหาเขาได้ไหม เรามีแนวคิดจะทำโครงการ Telemedicine หาหมอทางไกล โดยเอารถไปติดตั้ง Telemedicine และ ขยายเตียงไปยังชุมชน เอาคนแก่ที่ป่วยติดเตียงเข้าสู่ระบบสาธารณสุข เอาเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยม โดยไม่ต้องให้เขาเดินทางมาโรงพยาบาล โดย concept (แนวคิด) แบบนี้มันคือชีวิตของคนกรุงจริงๆที่จะปรับปรุงให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

OR_Main OR_Main

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร Add friend ได้ที่ @PPTVOnline

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP การเมือง

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ