12 มิถุนายน 2567 เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดแนวทางการต่อสู้ของทางพรรค
และสืบเนื่องจากประเด็นการยุบพรรคก้าวไกล ทำให้มีอีกหนึ่งกระแสถูกพูดถึงในสังคม นั่นคือกระแส "งูเห่า" ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เผยว่า จะมีการซื้อตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคก้าวไกลไปซบพรรคอื่นแน่นอนนั้น
ประเด็นนี้ นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม และ ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ออกมาวิเคราะห์ถึงทิศทางในอนาคตของพรรคก้าวไกลไว้อย่างน่าสนใจ ในรายการเข้มข่าวค่ำ ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD36
"งูเห่า" พรรคก้าวไกล ย้ายซบพรรคเป็นธรรม?
นายกัณวีร์ จำกัดคำนิยามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นในลักษณะ “งูเห่า” ไว้สองประการ คือ
- เป็นนักการเมืองที่ย้ายไปอยู่อีกฝั่งที่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน
- จำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาซื้อตัวให้ย้ายพรรค
ดังนั้น หากเป็นคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คนที่จำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่เผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ตนไม่เรียกว่างูเห่า เช่น นายสัตวแพทย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา เพราะมีเหตุจำเป็นต้องให้ออก ดังนั้น การที่จะมีอดีต สส.พรรคก้าวไกลที่ออกมา จะกลับมาเข้าพรรคอีกครั้ง หรือจะมาเข้าพรรคเป็นธรรม จะถือว่ามีอุดมการณ์เดียวกัน แต่ยืนยันว่ายังไม่มีใครติดต่อมา
นายกัณวีร์ กล่าวว่า หากยุบพรรคก้าวไกล แล้วมีคนที่สนใจมาเข้าพรรคเป็นธรรม เชื่อว่าจะมีการพูดคุยกันภายในคณะกรรมการบริหารพรรคอยู่แล้ว หรือถ้าต้องการพูดคุยตนก็พร้อมจะพูดคุยด้วย เชื่อว่าพรรคก้าวไกลไม่ว่าจะเดินไปในทิศทางไหนจะไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน
ในส่วนของงูเห่าที่นายพิธากล่าวถึง เชื่อว่าเป็น สส.พรรคก้าวไกลที่ย้ายข้ามขั้ว เปลี่ยนอุดมการณ์ไปยังพรรคขั้วตรงข้าม เพราะพรรคก้าวไกล รวมถึงพรรคเป็นธรรมและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ก็มีอุดมการณ์ชัดเจน ซึ่งตนเชื่อมั่นในกลุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ที่อยากเห็นประชาธิปไตยเบ่งบานในประเทศไทย
"กัณวีร์" ตั้งคำถาม ตีความ "สิทธิเสรีภาพ-หน้าที่" ไม่ชัดเจน
นายกัณวีร์ ตั้งข้อสังเกตว่า การนำเนื้อหาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) มาตรา 92 มาประกอบการตัดสินยุบพรรครวมกับรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง ของพรรคก้าวไกลนั้น ต้องมีนัยยะบางประการที่นำสองเรื่องดังกล่าวมารวมกันได้ จึงคาดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลจะถูกยุบ
นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองเป็นจุดเริ่มต้นของการที่พรรคก้าวไกลโดนฟ้อง จึงตั้งข้อสังเกตว่า การให้นักกฎหมายมาพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ โดยไม่ถามนักสิทธิมนุษยชน จึงรู้สึกแปลก ๆ ต้องตีความสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ให้ชัดเจน
เช่น เรื่องการแก้กฎหมาย ตนมองว่าเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในการหาเสียงในฐานะหน้าที่ของพรรคการเมือง ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพ และหากไม่ใช่สิทธิเสรีภาพ ต้องกลับไปดูที่มาตรา 49 ว่า พรรคก้าวไกลผิดที่สิทธิเสรีภาพหรือหน้าที่ ถ้าผิดที่หน้าที่ แปลว่าสิ่งที่พรรคก้าวไกลถูกกล่าวหานั้น ไม่ถูกต้อง
แถลง 9 ข้อ "พิธา" ปูทางพรรคใหม่ พร้อมดับเครื่องชน
นายกัณวีร์ มองว่า การเปิดเวทีของนายพิธาในครั้งนี้ เป็นการดับเครื่องชน เนื่องจากนายพิธาอาจคิดว่าถ้าไม่มีโอกาสถูกไต่สวนเพิ่มเติม จะใช้เวทีไหนที่เขามีศักดิ์และสิทธิ์ทุกประการในการออกมาพูดว่า เหตุผลใดที่พรรคก้าวไกลไม่ควรถูกยุบ จึงออกมาหาพื้นที่เพื่อชี้แจงแก่สาธารณชน
แต่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีบรรทัดฐานใด ๆ ที่สามารถระบุได้ว่าศาลจะตัดสินใจไม่ตัดสินใจ แต่นายพิธาออกมาใช้พื้นที่เพื่อบอกว่าพื้นที่นี้เป็นที่แสดงจุดยืน ว่านายพิธาต้องการทำงานให้ประชาชนจริง ๆ เป็นสิ่งที่ต้องการพูดให้ผู้สนับสนุนได้รับทราบ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมนายพิธาเลือกพื้นที่ในการสื่อสารเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา
นายกัณวีร์ มองว่า การเมืองต้องพูดคุยในที่สาธารณะ เชื่อว่าโอกาสรอดของพรรคก้าวไกลน้อยมาก ถึงชี้แจงก็โดน ถึงเงียบก็โดน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีพื้นที่แสดงออกให้ประชาชนมองเห็นอุดมการณ์ ไม่ว่าจะถูกยุบหรือจะโดนอะไรก็ตาม อาจเป็นการตัดสินใจมาอย่างดีแล้ว จึงออกมาเปิดหน้าแลกในการชี้แจงครั้งนี้ เชื่อว่าประชาชนทำใจแล้วในระดับหนึ่งที่พรรคจะถูกยุบ ตนก็เชื่อว่ามีสิทธิ์ถูกยุบสูง
ด้านผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า สาเหตุที่พรรคก้าวไกลถูกตัดสิน มาจากการที่ศาลสั่งให้หยุดการกระทำ พอหยุดการกระทำ ก็มีคนไปฟ้องร้องต่อว่าเข้าข่าย เนื่องจากสามารถบอกได้ว่าคุณเคยทำในลักษณะที่ผิด จึงฟ้องให้ผิด เชื่อว่าไม่นานจะมีกฎหมายชี้แจงเรื่องความผิดดังกล่าว
ส่วนกรณีที่นายพิธาเปิดเวทีชี้แจงทีละประเด็น ไม่มั่นใจว่าจะมีผลกระทบต่อวิธีการพิจารณาของศาลหรือไม่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าศาลจะรับรู้แต่ละประเด็นที่สังคมโต้แย้งกลับนายพิธา
ตนคิดว่า นายพิธาออกมาชี้แจงเพราะต้องการอาศัยกระแสสนับสนุนจากประชาชนว่าไม่มีความผิด เชื่อว่าการอาศัยกระแสความนิยมกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งตนมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาด เนื่องจากเป็นการนำแนวทางการต่อสู้ในศาลมาเปิดเผย ถ้าไม่ออกมาแถลง ศาลอาจมองในทางบวก แต่พอออกมาแถลง ก็มีฝั่งตรงข้ามที่เห็นช่อง ก็จะเริ่มโจมตีในแต่ละข้อชี้แจงของนายพิธา
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวต่อว่า ถ้ามองอีกมุมหนึ่งจะเป็นการมองขั้นต่อไป ไหน ๆ พรรคจะโดนยุบแล้ว ก็ต้องการเปิดช่องให้ประชาชนรู้ว่าตนมีข้อในทางบวกอยู่ ถ้าศาลตัดสินเปิดคำวินิจฉัย ประชาชนก็คงไม่อ่าน คงฟังตอนสุดท้าย จึงนำจุดนี้มาให้อ่านก่อน เพื่อเป็นการปูทาง ซึ่งถึงแม้จะถูกยุบพรรค แต่ก็ได้แสดงให้ประชาชนเห็นแล้วว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ให้ประชาชนไปคุยกันต่อ เพราะถ้าอยู่เงียบ ๆ จะไม่มีใครรู้ว่าพรรคก้าวไกลสู้ด้วยวิธีไหน คนก็จะลืมพรรคก้าวไกลไป จึงเหมือนเป็นการทิ้งท้ายให้เห็นแนวทางการสู้ เพื่อปูทางไปยังก้าวต่อไป
"วาทกรรม-ฐานเสียงรุ่นใหม่-หัวหน้าพรรค" จุดเปลี่ยนหลักพรรคก้าวไกล
ผศ.ดร.สุวิชา เผยว่า มีโอกาสสูงที่พรรคก้าวไกลจะถูกยุบ แต่การเมืองไทยยังไม่มีการฟันธงแบบ 100% แต่ตนก็มองว่าจากที่เป็นข่าวกันมาก็นับเป็น 90% แล้ว ตนมองว่า พรรคก้าวไกลจะโตหรือไม่โตขึ้น ไม่เกี่ยวกับการโดนยุบ ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่เติมเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งรู้กันอยู่แล้วว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่สนับสนุนพรรคก้าวไกล นอกจากนี้ยังมีกลุ่มน้ำที่ไหลออก ซึ่งไม่เท่ากับน้ำที่ไหลเข้า ทำให้พรรคก้าวไกลเติบโต
หากสังเกตดูดี ๆ รัฐบาลมีนโยบายที่พยายามไปชิงคะแนนคนรุ่นใหม่ เช่น นโยบายเงินดิจิทัลที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ฉะนั้นถามว่าพรรคก้าวไกลโตเพราะอะไร โตเพราะน้ำใหม่ที่เติบเข้ามาทุกปี ๆ จากการทำผลสำรวจช่วงอายุระหว่าง 18 - 25 ปี ประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์จะเลือกพรรคก้าวไกล
ฉะนั้น ยุบไม่ยุบไม่เกี่ยวกับโตไม่โต เป็นคนละประเด็นกัน ขอแค่ระวังอย่าให้น้ำใหม่โดนตัดไปก็พอ
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวต่อว่า ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้พรรคก้าวไกลได้รับความนิยมคือ จะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง หรือจะเกิดวาทกรรมอะไรใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคน ซึ่งวาทกรรมเป็นสิ่งสำคัญในการผลิกโฉมทางการเมือง
เช่นในปี 2562 ที่มีวาทกรรมที่ว่า "เลือกความสงบจบที่ลุงตู่" ทำให้คะแนนลุงตู่พุ่ง ทีนี้พอนายพิธามีวาทะกรรม "มีเราไม่มีลุง" ในช่วงนั้นคนไม่พอใจลุงตู่ ทำให้ดึงฐานเสียงผู้สนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคก้าวไกลหมดเลย
ผศ.ดร.สุวิชา มองว่า วาทกรรมคือส่วนหนึ่ง แต่ต้องดูว่าหัวหน้าพรรคคือใคร พอไม่มีนายพิธาแล้ว ไม่ใช่ว่าเอาใครมานำก็ได้ ยกตัวอย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีฐานเสียง 13% ที่ได้มาเพราะลุงตู่ พอลุงตู่จากไปก็เหลือเพียง 3% เท่านั้น ที่เหลือกระจายหายเกลี้ยง ส่วนนายพิธาเริ่มต้นจากคะแนนนิยมทางการเมือง 7% แล้วค่อย ๆ ไต่มาจนถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์
เพราะฉะนั้นการยุบพรรคก้าวไกลครั้งนี้ คำถามก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ ใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรค เลือกมาแล้วจะสามารถขายออกได้เหมือนนายพิธาหรือไม่
มั่นใจ พรรคก้าวไกลเหลือคนเกินร้อย
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคิดลำดับที่สองคือ หากยุบพรรคแล้ว สมาชิกทั้งหมดจะไปพรรคใหม่ไหม หรือมีไหลหายไปบ้าง ตนเชื่อว่ากลยุทธ์ทางการเมืองอย่างหนึ่งคือสิ่งสำคัญ นั่นคือ "Majority Impairment" หรือเป็นการได้รับอำนาจแบบมโหฬาร ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยต้องการใช้แนวทางดังกล่าวดันให้พรรคก้าวไกลเหลือต่ำกว่า 100 ที่นั่งในสภา
ถ้าเป็นไปเช่นนั้นนั่นหมายความว่า พรรคก้าวไกลจะไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ จากนั้นก็จะดันให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล
ผศ.ดร.สุวิชา อธิบายว่า ขณะนี้ พรรคก้าวไกลมี 150 ที่นั่ง หากโดนยุบพรรค กรรมการบริหารพรรค 10 ที่นั่งจะหายไป เหลือ 140 ที่นั่ง ซึ่งแผนต่อไปคือต้องเอาออกในจำนวนไม่ต่ำกว่า 50 ที่นั่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำคนจากพรรคก้าวไกลออกกว่า 50 คน ให้ไปอยู่พรรคใหม่ โดยตนประเมินว่า พรรคก้าวไกลอาจจะมีงูเห่าหรือผู้ที่ออกจากพรรคเพียง 20 - 30 คนเท่านั้น
ด้านนายกัณวีร์ เชื่อว่า พรรคก้าวไกลยิ่งยุบยิ่งโต เชื่อมั่นว่าการยุบพรรคก้าวไกล คงไม่ทำให้คะแนนกระแสกลับมาท้วมท้น แต่จะทำให้คนที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์พรรคก้าวไกลหรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ และไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไรต่อไปในอนาคต จะยังอยู่กับพรรคนี้กลุ่มนี้ไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถดึงได้เหมือนพรรคอื่น ๆ
และการที่จะนำคนจากพรรคก้าวไกลออกจากพรรคจนอาจทำให้เหลือน้อยกว่า 100 ที่นั่ง นายกัณวีร์ เชื่อว่า ต้องมีการซื้องูเห่าแน่นอน รวมถึงการเข้ามานำเสนอดีลต่าง ๆ แต่การที่พรรคก้าวไกลจะโดนยุบ จะทำให้รากยิ่งหยั่งลึกลงไปเรื่อย ๆ จนทำให้ 150 เสียง ของพรรคก้าวไกล รู้สึกว่าการย้ายขั้วออกไปเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา
อุดมการณ์ที่เขาเข้าร่วมแต่แรกจะทำให้เขารู้สึกว่า การออกจากพรรคก้าวไกลเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่คนเราก็ไม่สามารถคาดเดากันได้ การเมืองไทยเกิดอะไรก็ได้ แต่เชื่อว่าน่าจะเหลือมากกว่า 100 คนแน่นอน