จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย สั่งยุบพรรคก้าวไกล ตามคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครอง และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พร้อมสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 2 ชุด ที่ดำรงตำแหน่งช่วงเวลา 24 มี.ค. 2564 - 31 ม.ค. 2567 ภายในกำหนดเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนั้น
ฉากทัศน์หลักการยุบพรรคก้าวไกลด้วยมติเอกฉันท์ครั้งนี้ จะทำให้การเมืองไทยร้อนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร? PPTV ได้พูดคุยกับ รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ผ้าคลุมรถกันความร้อน และ 4 ไอเทมที่ช่วยทำให้รถดูสวยใหม่ตลอดเวลา
"ยุบพรรคก้าวไกล" เป็นการขีดเส้นวินัยให้นักการเมือง
รศ.ธนพร กล่าวถึงมติคำตัดสินยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรคก้าวไกลจะมีกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปต่อในคดีจริยธรรม ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ใครที่เป็นกรรมการบริหารพรรคและเข้าข่ายตามที่เขียนไว้ ซึ่งจะส่งสำนวนคดีไปให้ ป.ป.ช. อีกรอบหนึ่ง เจอ 2 เด้ง วันนี้ถูกตัดสินตัดสิทธิ 10 ปี
ขณะเดียวกันพวกที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ไปลงลงชื่อแก้มาตรา 112 แล้วมีพฤติกรรมอย่างที่ศาลบอก ก็ได้ไปต่อที่ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน นี่คือผลระยะสั้นที่เราจะได้เห็นแน่นอน
ปฏิบัติการในวันนี้ ตนขอกล่าวว่าเป็นปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หากใครเรียนวิชาสังคมศาสตร์สมัยใหม่ จะมีอำนาจประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “อำนาจในการกำหนดวินัย” เช่น เราถูกอบรมสั่งสอนว่าเราต้องเคารพกฎจราจร เห็นไฟแดงต้องหยุด แม้จุดนั้นจะไม่มีตำรวจจราจรอยู่ เราก็รู้ด้วยวินัยว่าต้องหยุด
ซึ่งขณะนี้ ผู้มีอำนาจกำลังสร้างวินัยให้กับนักการเมือง ว่าพื้นที่ไหนควรเป็นพื้นที่ของท่าน พื้นที่ไหนไม่ใช่ การยุบพรรคการไปต่อทางจริยธรรมต่าง ๆ ถือเป็นการกำหนดวินัย แน่นอนว่าใครที่ต้องการเข้ามาสู่วงการการเมืองต่อจากนี้ หรือนักการเมืองซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ เมื่อเห็นเส้นที่ขีดไว้แล้ว จะเกิดการควบคุมตนเอง ว่าเดินล้ำเส้นไม่ได้
นี่คือวัตถุประสงค์ของการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้
รศ.ธนพร ระบุว่า การที่ศาลใช้ประโยคทองย้ำบางประโยค เช่น เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ อย่างมีนัยยะสำคัญ และนอกจากนั้น ศาลฯ ยังได้ตั้งมาตรฐานว่า ใครโดนข้อหาว่าล้มล้างเป็นปฏิปักษ์โดยอัตโนมัติ และไม่จำเป็นต้องมีการซ่องสุมใด ๆ แค่ทำตัวขัดขวางก็เป็นปฏิปักษ์แล้ว
ยิ่งยุบยิ่งโตไม่เสมอไป แนะจับตาความเปลี่ยนแปลงในอีก 10 ปี
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า อย่างที่เคยบอกไปว่าเวลานี้คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะมีการยุบพรรคแบบ “New Normal” ส่วนในเรื่องของยิ่งยุบยิ่งโต ยังมีเส้นทางในอนาคตอีกยาวไกล ไม่ใช่ว่ายิ่งยุบแล้วยิ่งโตเสมอไป
หากเราดูการเติบโตของพรรคก้าวไกลในส่วนของ สส.แบบแบ่งเขต พรรคก้าวไกลสามารถตรึงพื้นที่ในเขตเมืองทั่วประเทศไทยได้เกือบทั้งหมดแล้ว และพื้นที่อื่นที่กำลังจะพัฒนาเป็นพื้นที่เมืองยังต้องใช้เวลา อาจถึง 10 ปี
ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลอาจเติบโตในเชิงของอุดมการณ์และการขับเคลื่อนทางสังคม แต่ต้องมีแม่เหล็กด้วย ซึ่งแม่เหล็กในการเลือกตั้งของปี 2566 คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองถึง 10 ปี ซึ่งจนกว่าจะถึงเวลานั้นนายพิธาก็จะอายุ 50 กว่าปี กลับมาเป็นแคนดิเดตใหม่ได้
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวต่อว่า เวลานั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ประกอบกับอีก 10 ปี การเมืองอาจเปลี่ยนแปลงได้ เจนเนอเรชันของคนเปลี่ยน ไปเป็นคนเจนอัลฟา อาจไม่ใช่เจนที่เป็นฐานเสียงของพรรคก้าวไกลในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้ หรือเจนอัลฟาจะมีทัศนคติทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหรือไม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า
แม้ว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะไม่มีบทบาททางการเมืองในสภา ก็สามารถปรากฏบทบาทนอกสภาได้ เช่น คณะก้าวหน้า แต่อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในสภากับนอกสภามีความแตกต่างกัน วันนี้ตนมองว่าการตัดสินในวันนี้ มีผลกระทบ 2 มิติ ทั้งมิติในเรื่องเวลาและมิติในเรื่องพื้นที่
มิติของเวลา ตนมองเป็นระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นคือต้องดูผลการตัดสินคดีของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าต่อด้วยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้านายกฯ ได้ไปต่อ สมการการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ถ้านายกฯ ไม่ได้ไปต่อ ถือว่ากรณีเป็นที่น่าจับตา สมการการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร สส.พรรคก้าวไกลจะไปอย่างไรต่อหลังจากนี้
ส่วนมิติในเรื่องของพื้นที่นอกสภา หรือก็คือมวลชน หลังการยุบพรรคที่เป็นในลักษณะของ “New Normal” ท่ามกลางการสนับสนุนของมวลชนพรรคก้าวไกลที่ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเก่า ไม่เหมือนกรณีของการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2562 และเป็นการยุบพรรคหลังการเลือกตั้งที่ไม่มีมาแล้ว 5 ปี นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งประชาชนมีความคาดหวังและความคับข้องใจทางการเมืองสูง
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า แต่กรณีนี้บริบทนั้นแตกต่างกัน โดยในช่วง 20 ปีหลังมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย เฉพาะฉะนั้นจึงกลายเป็นความปกติใหม่ที่ยิ่งไม่ปกติ เพราะการยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เพราะการยุบพรรคไม่ใช่ครรลองของประชาธิปไตยอยู่แล้ว และเกิดบ่อยจนคนรู้สึกว่าเป็นการสร้างค่านิยมว่า ยุบพรรคใหม่ก็ตั้งใหม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
แต่หากเราขยับไปดูมิติทางการเมืองระยะยาว พรรคก้าวไกลกลับมา นายพิธากลับมา สนามเลือกตั้งครั้งหน้าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ การเคลื่อนไหวของมวลชนจะขยายตัวมากน้อยหรือไม่ อีกทั้งอนาคตของพื้นที่การเมืองในสภา ก็ต้องคอยติดตามกันต่อ
"ยุบพรรคก้าวไกล" เกิด 2 ผลกระทบ เชื่อจุดยืดยังชัดเจน
รศ.ธนพร กล่าวว่า อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า การสร้างวินัยทางการเมืองใหม่ จนอาจกลายเป็นบรรทัดฐานนี้ จะเกิดผลกระทบได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ พรรคอาจเล็กลง แต่ขณะเดียวกันถ้าวินัยซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป คนที่ว่าแน่อย่างนายกฯ บังกลาเทศ ก็ไปได้เหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องหนีไปประเทศอินเดีย
รศ.ธนพร กล่าวต่อว่า ธรรมชาติของสังคม ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ถ้าวินัยที่ฝืนธรรมชาติหรือสังคม แรงต้านก็จะระเบิดขึ้นมาได้ในอนาคต รวมถึงกรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หากถูกพิจารณาคดีทางจริยธรรมการเมือง โอกาสที่จะได้กลับมาใหม่ในอีก 10 ปี ก็ไม่แน่นอน ถ้าวินัยนี้สามารถเอาอยู่ ก็สามารถไปต่อได้ แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเอาอยู่
พรรคก้าวไกลไม่มีทางเลือกอื่น จะบวกขึ้นจะลบลงหรือไม่ก็แล้วแต่ เป็นการเดินทาง วันหนึ่งขึ้นมากวันหนึ่งลงมาก วันหนึ่งลงก็สามารถขึ้นได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การปักธงทางความคิดหรือการดำรงความมุ่งหมายทางอุดมการณ์ ตนยังเชื่อว่า “ด้อมส้ม” มีความมั่นคงในจุดนี้ แม้มีอุปสรรคทางการเมืองมาสั่นคลอน ทำให้สถานการณ์ไม่เอื้อบ้าง วูบวาบบ้าง
ในส่วนของบุคลากรพรรคก้าวไกลตนไม่ค่อยเป็นห่วงนัก แต่คนรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสู่ระบบการเมือง จะเกิดความเป็น New Normal หรือเกิดวินัย ที่เป็นสิ่งที่กำกับพฤติกรรมของคนที่เข้ามาสู้ระบบการเมือง ว่าไม่ให้เข้ามาในพรรคที่ล่อแหลมในอนาคต สภาพการณ์จะเป็นเช่นนั้น
แต่ในส่วนของการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคก้าวไกลนั้น ตนมองว่ามีความคงเส้นคงว่า เนื่องจากมีการปักธงที่แน่วแน่มากกว่าพรรคอื่น ๆ
เชื่อ "พรรคภูมิใจไทย" เตรียมเสียบเก้าอี้รองประธานสภาฯ หลัง "ปดิพัทธ์" พ้นตำแหน่ง
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ยังมีอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเลือกรองประธานสภาคนใหม่ หลังจากที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 สส.พิษณุโลก พรรคเป็นธรรม ถูกตัดสินตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี จึงต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงต้องมีคนมาเสียบในตำแหน่งนี้แทน ซึ่งก็คาดว่าจะเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคอันดับ 2 และยังขาดตำแหน่งในสายนิติบัญญัติอยู่ และ สส.เขตหลายพื้นที่ต้องเลือกตั้งซ่อม
ทำให้ สส.บัญชีรายชื่อที่เป็นกรรมการบริหารพรรค หายไปฟรี ๆ เพราะไม่ได้ลาออกก่อน เกิดเป็นช่องโหว่ขึ้น เลือกก็ไม่ทันแล้ว ถ้า สส.พรรคก้าวไกลย้ายไปอยู่พรรคใดพรรคหนึ่ง สส.พรรคนั้นจะมี สส.บัญชีรายชื่อส่วนที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่ ส่วนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะว่างไปฟรี ๆ สภาผู้แทนราษฎรก็จะไม่มี สส. เต็ม 500 คน
ขณะเดียวกัน สส.แบบแบ่งเขต ที่ยังอยู่และไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ก็ย้ายไปอยู่พรรคนั้น ๆ ได้ ส่วนที่ว่างก็ไปสู้กันต่อในสนามเลือกตั้ง ซึ่งก็คาดว่าจะได้มาไม่เยอะ
ส่วนกรณีที่ศาลฯ ระบุว่าคณะทูตต่างชาติต่าง ๆ ต้องมีมารยาท ส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ณ วันนี้กระแสการให้ความเห็นจากต่างประเทศต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคดียุบพรรคก็มีแถลงการณ์องค์การระหว่างประเทศ และอื่น ๆ ทำให้ต่างประเทศก็ร่วมจับตา
สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญปักธงลงไปในคำวินิจฉัยวันนี้ คือการยืนหลักอำนาจอธิปไตยของชาติ แต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง มีกฎหมายและส่วนต่าง ๆ ของตนเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องรักษามารยาททางการระหว่างประเทศ ซึ่งปกติเราไม่ค่อยได้เห็นคำวินิจฉัยที่กล่าวถึงอาณาบริเวณรอบเขตอธิปไตยของรัฐ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง
แม้บริบทสังคมและกระแสโลกเปลี่ยน แต่บรรทัดฐานทางการเมืองและสังคมของไทย ภายใต้ระบบกฎหมายไทย ศาลรัฐธรรมนูญพูดชัดเจนว่าเป็นแบบนี้
มั่นใจ "พรรคกล้าธรรม" ก่อตั้งหวังแหกตา "ลุงป้อม"
รศ.ธนพร กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่ศาลจะกลับคำจากล้มล้างเป็นไม่ล้มล้าง มติก็เป็นเสร็จเด็ดขาด 9-0 และยังมีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ๆ จนอาจไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีความแน่วแน่เชิงอุดมการณ์จะกล้ากระดิกตัวทำอะไรอีกแล้ว แม้กระทั่งพรรคใหม่ที่พรรคก้าวไกลจะตั้ง เชื่อว่าไม่มีบรรจุแม้กระทั่งในนโยบายพรรค หรือการปราศรัยต่าง ๆ สามารถเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 ได้ แต่ไม่สามารถนำมาใช้ในการหาเสียงได้
รศ.ธนพร กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมว่า เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแหกตา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างก่อนคือ ประเด็นที่หนึ่ง นายใหญ่เจอลุงคนหนึ่งปฏิบัติอย่างดี ขณะที่ลุงคนหนึ่งด่าสาดเสียเทเสียว่าก่อความวุ่นวาย ใจของนายใหญ่จึงไม่อยากได้ลุงคนหนึ่งที่อยู่ในป่า ขณะที่ลุงคนที่อยู่ในป่าก็ไม่ต้องการ คำถามคือ จะไปต่ออย่างไร
ในทางกฎหมายอย่างที่ทราบกันดีว่า ถ้าไม่ถูกขับ ก็ไม่สามารถย้ายพรรคได้ ทีนี้พรรคที่เกิดขึ้นมาใหม่ เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนที่อยากไปต่อทางการเมืองเดินไปบอกลุงป้อม ว่าให้ขับออกจากพรรค เพื่อที่จะได้มาเข้าพรรคนี้ และการันตีได้ว่าพรรคนี้ไม่มีงูเห่าส้มแน่นอน
ประเด็นคือ นายใหญ่ไม่นิยมโมเดลนี้ มีแต่กวาดคนมาอยู่ในพรรคเนื่องจากบริหารจัดการง่าย เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า 30 สส. หรทือกลุ่มที่จะไปต่อ อย่าเล่นท่ายาก เพื่อให้ขับอย่างสบายใจ ให้บอกตามตรงว่าจะเข้าไปพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของพรรคกล้าธรรม จึงถือเป็นการต้มลุงป้อม เพื่อให้ขับออกจากพรรค เพื่อจุดประสงค์หลักคือการย้ายไปยังพรรคเพื่อไทย