"ยุบพรรคก้าวไกล" เป็นการขีดเส้นวินัยทางการเมือง? จับตาการกลับมาอีก 10 ปี

โดย PPTV Online

เผยแพร่

บทสุดท้ายของ "พรรคก้าวไกล" "รศ.ธนพร" เชื่อยุบพรรคเป็นการขีดเส้นวินัยทางการเมือง ด้อมส้มจุดยืนยังชัดเจน "รศ.ดร.ยุทธพร" ชี้ ยิ่งยุบยิ่งโตไม่เสมอไป แนะจับตาการกลับมาในอีก 10 ปี

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย สั่งยุบพรรคก้าวไกล ตามคำร้องที่คณะกรรมการ​การเลือกตั้ง​ (กกต.)​ โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครอง และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พร้อมสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 2 ชุด ที่ดำรงตำแหน่งช่วงเวลา 24 มี.ค. 2564 - 31 ม.ค. 2567 ภายในกำหนดเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนั้น

คอนเทนต์แนะนำ
“ศิริกัญญา” นำสส.ก้าวไกล ย้ายไปบ้านใหม่ 9 ส.ค.นี้

ภาพรศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) พูดคุยในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) พูดคุยในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk

ฉากทัศน์หลักการยุบพรรคก้าวไกลด้วยมติเอกฉันท์ครั้งนี้ จะทำให้การเมืองไทยร้อนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร? PPTV ได้พูดคุยกับ รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

ผ้าคลุมรถกันความร้อน และ 4 ไอเทมที่ช่วยทำให้รถดูสวยใหม่ตลอดเวลา

"ยุบพรรคก้าวไกล" เป็นการขีดเส้นวินัยให้นักการเมือง

รศ.ธนพร กล่าวถึงมติคำตัดสินยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรคก้าวไกลจะมีกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปต่อในคดีจริยธรรม ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ใครที่เป็นกรรมการบริหารพรรคและเข้าข่ายตามที่เขียนไว้ ซึ่งจะส่งสำนวนคดีไปให้ ป.ป.ช. อีกรอบหนึ่ง เจอ 2 เด้ง วันนี้ถูกตัดสินตัดสิทธิ 10 ปี

ขณะเดียวกันพวกที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ไปลงลงชื่อแก้มาตรา 112 แล้วมีพฤติกรรมอย่างที่ศาลบอก ก็ได้ไปต่อที่ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน นี่คือผลระยะสั้นที่เราจะได้เห็นแน่นอน

ปฏิบัติการในวันนี้ ตนขอกล่าวว่าเป็นปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หากใครเรียนวิชาสังคมศาสตร์สมัยใหม่ จะมีอำนาจประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “อำนาจในการกำหนดวินัย” เช่น เราถูกอบรมสั่งสอนว่าเราต้องเคารพกฎจราจร เห็นไฟแดงต้องหยุด แม้จุดนั้นจะไม่มีตำรวจจราจรอยู่ เราก็รู้ด้วยวินัยว่าต้องหยุด

ซึ่งขณะนี้ ผู้มีอำนาจกำลังสร้างวินัยให้กับนักการเมือง ว่าพื้นที่ไหนควรเป็นพื้นที่ของท่าน พื้นที่ไหนไม่ใช่ การยุบพรรคการไปต่อทางจริยธรรมต่าง ๆ ถือเป็นการกำหนดวินัย แน่นอนว่าใครที่ต้องการเข้ามาสู่วงการการเมืองต่อจากนี้ หรือนักการเมืองซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ เมื่อเห็นเส้นที่ขีดไว้แล้ว จะเกิดการควบคุมตนเอง ว่าเดินล้ำเส้นไม่ได้

นี่คือวัตถุประสงค์ของการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้

รศ.ธนพร ระบุว่า การที่ศาลใช้ประโยคทองย้ำบางประโยค เช่น เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ อย่างมีนัยยะสำคัญ และนอกจากนั้น ศาลฯ ยังได้ตั้งมาตรฐานว่า ใครโดนข้อหาว่าล้มล้างเป็นปฏิปักษ์โดยอัตโนมัติ และไม่จำเป็นต้องมีการซ่องสุมใด ๆ แค่ทำตัวขัดขวางก็เป็นปฏิปักษ์แล้ว

ยิ่งยุบยิ่งโตไม่เสมอไป แนะจับตาความเปลี่ยนแปลงในอีก 10 ปี

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า อย่างที่เคยบอกไปว่าเวลานี้คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะมีการยุบพรรคแบบ “New Normal” ส่วนในเรื่องของยิ่งยุบยิ่งโต ยังมีเส้นทางในอนาคตอีกยาวไกล ไม่ใช่ว่ายิ่งยุบแล้วยิ่งโตเสมอไป

หากเราดูการเติบโตของพรรคก้าวไกลในส่วนของ สส.แบบแบ่งเขต พรรคก้าวไกลสามารถตรึงพื้นที่ในเขตเมืองทั่วประเทศไทยได้เกือบทั้งหมดแล้ว และพื้นที่อื่นที่กำลังจะพัฒนาเป็นพื้นที่เมืองยังต้องใช้เวลา อาจถึง 10 ปี

ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลอาจเติบโตในเชิงของอุดมการณ์และการขับเคลื่อนทางสังคม แต่ต้องมีแม่เหล็กด้วย ซึ่งแม่เหล็กในการเลือกตั้งของปี 2566 คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองถึง 10 ปี ซึ่งจนกว่าจะถึงเวลานั้นนายพิธาก็จะอายุ 50 กว่าปี กลับมาเป็นแคนดิเดตใหม่ได้

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวต่อว่า เวลานั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ประกอบกับอีก 10 ปี การเมืองอาจเปลี่ยนแปลงได้ เจนเนอเรชันของคนเปลี่ยน ไปเป็นคนเจนอัลฟา อาจไม่ใช่เจนที่เป็นฐานเสียงของพรรคก้าวไกลในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้ หรือเจนอัลฟาจะมีทัศนคติทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหรือไม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า

แม้ว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะไม่มีบทบาททางการเมืองในสภา ก็สามารถปรากฏบทบาทนอกสภาได้ เช่น คณะก้าวหน้า แต่อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในสภากับนอกสภามีความแตกต่างกัน วันนี้ตนมองว่าการตัดสินในวันนี้ มีผลกระทบ 2 มิติ ทั้งมิติในเรื่องเวลาและมิติในเรื่องพื้นที่

มิติของเวลา ตนมองเป็นระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นคือต้องดูผลการตัดสินคดีของ นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าต่อด้วยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้านายกฯ ได้ไปต่อ สมการการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ถ้านายกฯ ไม่ได้ไปต่อ ถือว่ากรณีเป็นที่น่าจับตา สมการการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร สส.พรรคก้าวไกลจะไปอย่างไรต่อหลังจากนี้

ภาพรศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)

ส่วนมิติในเรื่องของพื้นที่นอกสภา หรือก็คือมวลชน หลังการยุบพรรคที่เป็นในลักษณะของ “New Normal” ท่ามกลางการสนับสนุนของมวลชนพรรคก้าวไกลที่ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเก่า ไม่เหมือนกรณีของการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2562 และเป็นการยุบพรรคหลังการเลือกตั้งที่ไม่มีมาแล้ว 5 ปี นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งประชาชนมีความคาดหวังและความคับข้องใจทางการเมืองสูง

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า แต่กรณีนี้บริบทนั้นแตกต่างกัน โดยในช่วง 20 ปีหลังมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย เฉพาะฉะนั้นจึงกลายเป็นความปกติใหม่ที่ยิ่งไม่ปกติ เพราะการยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เพราะการยุบพรรคไม่ใช่ครรลองของประชาธิปไตยอยู่แล้ว และเกิดบ่อยจนคนรู้สึกว่าเป็นการสร้างค่านิยมว่า ยุบพรรคใหม่ก็ตั้งใหม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

แต่หากเราขยับไปดูมิติทางการเมืองระยะยาว พรรคก้าวไกลกลับมา นายพิธากลับมา สนามเลือกตั้งครั้งหน้าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ การเคลื่อนไหวของมวลชนจะขยายตัวมากน้อยหรือไม่ อีกทั้งอนาคตของพื้นที่การเมืองในสภา ก็ต้องคอยติดตามกันต่อ

"ยุบพรรคก้าวไกล" เกิด 2 ผลกระทบ เชื่อจุดยืดยังชัดเจน 

รศ.ธนพร กล่าวว่า อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า การสร้างวินัยทางการเมืองใหม่ จนอาจกลายเป็นบรรทัดฐานนี้ จะเกิดผลกระทบได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ พรรคอาจเล็กลง แต่ขณะเดียวกันถ้าวินัยซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป คนที่ว่าแน่อย่างนายกฯ บังกลาเทศ ก็ไปได้เหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องหนีไปประเทศอินเดีย

รศ.ธนพร กล่าวต่อว่า ธรรมชาติของสังคม ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ถ้าวินัยที่ฝืนธรรมชาติหรือสังคม แรงต้านก็จะระเบิดขึ้นมาได้ในอนาคต รวมถึงกรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หากถูกพิจารณาคดีทางจริยธรรมการเมือง โอกาสที่จะได้กลับมาใหม่ในอีก 10 ปี ก็ไม่แน่นอน ถ้าวินัยนี้สามารถเอาอยู่ ก็สามารถไปต่อได้ แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเอาอยู่

พรรคก้าวไกลไม่มีทางเลือกอื่น จะบวกขึ้นจะลบลงหรือไม่ก็แล้วแต่ เป็นการเดินทาง วันหนึ่งขึ้นมากวันหนึ่งลงมาก วันหนึ่งลงก็สามารถขึ้นได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การปักธงทางความคิดหรือการดำรงความมุ่งหมายทางอุดมการณ์ ตนยังเชื่อว่า “ด้อมส้ม” มีความมั่นคงในจุดนี้ แม้มีอุปสรรคทางการเมืองมาสั่นคลอน ทำให้สถานการณ์ไม่เอื้อบ้าง วูบวาบบ้าง

ในส่วนของบุคลากรพรรคก้าวไกลตนไม่ค่อยเป็นห่วงนัก แต่คนรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสู่ระบบการเมือง จะเกิดความเป็น New Normal หรือเกิดวินัย ที่เป็นสิ่งที่กำกับพฤติกรรมของคนที่เข้ามาสู้ระบบการเมือง ว่าไม่ให้เข้ามาในพรรคที่ล่อแหลมในอนาคต สภาพการณ์จะเป็นเช่นนั้น

แต่ในส่วนของการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคก้าวไกลนั้น ตนมองว่ามีความคงเส้นคงว่า เนื่องจากมีการปักธงที่แน่วแน่มากกว่าพรรคอื่น ๆ

ภาพรศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง

เชื่อ "พรรคภูมิใจไทย" เตรียมเสียบเก้าอี้รองประธานสภาฯ หลัง "ปดิพัทธ์" พ้นตำแหน่ง

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ยังมีอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเลือกรองประธานสภาคนใหม่ หลังจากที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 สส.พิษณุโลก พรรคเป็นธรรม ถูกตัดสินตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี จึงต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงต้องมีคนมาเสียบในตำแหน่งนี้แทน ซึ่งก็คาดว่าจะเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคอันดับ 2 และยังขาดตำแหน่งในสายนิติบัญญัติอยู่ และ สส.เขตหลายพื้นที่ต้องเลือกตั้งซ่อม

ทำให้ สส.บัญชีรายชื่อที่เป็นกรรมการบริหารพรรค หายไปฟรี ๆ เพราะไม่ได้ลาออกก่อน เกิดเป็นช่องโหว่ขึ้น เลือกก็ไม่ทันแล้ว ถ้า สส.พรรคก้าวไกลย้ายไปอยู่พรรคใดพรรคหนึ่ง สส.พรรคนั้นจะมี สส.บัญชีรายชื่อส่วนที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่ ส่วนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะว่างไปฟรี ๆ สภาผู้แทนราษฎรก็จะไม่มี สส. เต็ม 500 คน

ขณะเดียวกัน สส.แบบแบ่งเขต ที่ยังอยู่และไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ก็ย้ายไปอยู่พรรคนั้น ๆ ได้ ส่วนที่ว่างก็ไปสู้กันต่อในสนามเลือกตั้ง ซึ่งก็คาดว่าจะได้มาไม่เยอะ

ส่วนกรณีที่ศาลฯ ระบุว่าคณะทูตต่างชาติต่าง ๆ ต้องมีมารยาท ส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ณ วันนี้กระแสการให้ความเห็นจากต่างประเทศต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคดียุบพรรคก็มีแถลงการณ์องค์การระหว่างประเทศ และอื่น ๆ ทำให้ต่างประเทศก็ร่วมจับตา

สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญปักธงลงไปในคำวินิจฉัยวันนี้ คือการยืนหลักอำนาจอธิปไตยของชาติ แต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง มีกฎหมายและส่วนต่าง ๆ ของตนเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องรักษามารยาททางการระหว่างประเทศ ซึ่งปกติเราไม่ค่อยได้เห็นคำวินิจฉัยที่กล่าวถึงอาณาบริเวณรอบเขตอธิปไตยของรัฐ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง

แม้บริบทสังคมและกระแสโลกเปลี่ยน แต่บรรทัดฐานทางการเมืองและสังคมของไทย ภายใต้ระบบกฎหมายไทย ศาลรัฐธรรมนูญพูดชัดเจนว่าเป็นแบบนี้

มั่นใจ "พรรคกล้าธรรม" ก่อตั้งหวังแหกตา "ลุงป้อม"

รศ.ธนพร กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่ศาลจะกลับคำจากล้มล้างเป็นไม่ล้มล้าง มติก็เป็นเสร็จเด็ดขาด 9-0 และยังมีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ๆ จนอาจไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีความแน่วแน่เชิงอุดมการณ์จะกล้ากระดิกตัวทำอะไรอีกแล้ว แม้กระทั่งพรรคใหม่ที่พรรคก้าวไกลจะตั้ง เชื่อว่าไม่มีบรรจุแม้กระทั่งในนโยบายพรรค หรือการปราศรัยต่าง ๆ สามารถเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 ได้ แต่ไม่สามารถนำมาใช้ในการหาเสียงได้

รศ.ธนพร กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมว่า เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแหกตา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างก่อนคือ ประเด็นที่หนึ่ง นายใหญ่เจอลุงคนหนึ่งปฏิบัติอย่างดี ขณะที่ลุงคนหนึ่งด่าสาดเสียเทเสียว่าก่อความวุ่นวาย ใจของนายใหญ่จึงไม่อยากได้ลุงคนหนึ่งที่อยู่ในป่า ขณะที่ลุงคนที่อยู่ในป่าก็ไม่ต้องการ คำถามคือ จะไปต่ออย่างไร

ในทางกฎหมายอย่างที่ทราบกันดีว่า ถ้าไม่ถูกขับ ก็ไม่สามารถย้ายพรรคได้ ทีนี้พรรคที่เกิดขึ้นมาใหม่ เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนที่อยากไปต่อทางการเมืองเดินไปบอกลุงป้อม ว่าให้ขับออกจากพรรค เพื่อที่จะได้มาเข้าพรรคนี้ และการันตีได้ว่าพรรคนี้ไม่มีงูเห่าส้มแน่นอน

ประเด็นคือ นายใหญ่ไม่นิยมโมเดลนี้ มีแต่กวาดคนมาอยู่ในพรรคเนื่องจากบริหารจัดการง่าย เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า 30 สส. หรทือกลุ่มที่จะไปต่อ อย่าเล่นท่ายาก เพื่อให้ขับอย่างสบายใจ ให้บอกตามตรงว่าจะเข้าไปพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของพรรคกล้าธรรม จึงถือเป็นการต้มลุงป้อม เพื่อให้ขับออกจากพรรค เพื่อจุดประสงค์หลักคือการย้ายไปยังพรรคเพื่อไทย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ