พรรคไทรวมพลัง เป็นพรรคการเมืองไทยที่จดทะเบียนจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 โดยได้รับการจดทะเบียนเป็นลำดับที่ 14/2564 พร้อมกับพรรคไทยสร้างสรรค์ มี นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนแรก และว่าที่ร้อยตรี วิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ เป็นเลขาธิการพรรค ขณะที่ที่ทำการพรรคในระยะแรกตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 นายวสวรรธน์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน พรรคได้จัดประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายวสวรรธน์กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง พร้อมแต่งตั้งนายวรเชษฐ เชิดชู เป็นเลขาธิการพรรค และมีมติย้ายสำนักงานใหญ่ไปตั้งที่ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ทำการพรรคจนถึงปัจจุบัน
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 พรรคไทรวมพลังส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 19 คน โดยไม่มีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต 2 เขต ในจังหวัดอุบลราชธานี เขต 3 และเขต 10 ผลปรากฏว่าผู้สมัครแบบแบ่งเขตสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้ง 2 เขต ขณะที่ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่ได้รับการจัดสรรที่นั่ง
สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 พรรคไทรวมพลังส่งผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 26 คน แบ่งเป็นผู้สมัคร สส.เขต 6 เขตเลือกตั้ง โดยในจำนวนนี้เป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี 5 เขต และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ 15 คน ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทรวมพลังสามารถคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้รวม 6 ที่นั่ง จัดอยู่ในอันดับที่ 6 ของพรรคการเมืองทั้งหมด แบ่งเป็น สส.เขต 5 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง
เปลี่ยนชื่อพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง
ก่อนจะใช้ชื่อ “พรรคไทรวมพลัง” ในปัจจุบัน พรรคการเมืองดังกล่าวเคยเปลี่ยนชื่อมาแล้วรวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ใช้ชื่อว่า “พรรคใจถึงใจ ภูมิใจไทย” ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2563 ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “พรรคเพื่อไทรวมพลัง” และล่าสุดได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “พรรคไทรวมพลัง” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567
เปิดนโยบายเด่น งบกว่า 2 แสนล้าน
นโยบายที่พรรคไทรวมพลังยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 พบว่า พรรคใช้งบประมาณรวมประมาณ 200,800 ล้านบาท โดยแบ่งนโยบายหลักออกเป็นหลายด้าน อาทิ
1.ปากท้องมั่นคง เน้นประกันรายได้พืชผล ควบคุมต้นทุนปุ๋ยและยา รวมถึงส่งเสริมกีฬาไก่พื้นเมืองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
2.ลดค่าครองชีพ ควบคุมราคาสินค้า ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และผลักดันการใช้โซลาร์เซลล์ในชุมชน
3.ชุมชนปลอดภัย เสนอแนวคิด “กำแพงประเทศไทย” เพื่อรับมือภัยคุกคาม ปราบปรามยาเสพติด และพัฒนาระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน
4.โอกาสลูกหลาน สนับสนุนทุนการศึกษาและทุนอาชีพสำหรับเด็กชนบท พร้อมสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับสู่บ้านเกิด
5.ดูแลคนทำงาน เพิ่มสวัสดิการแรงงานนอกระบบ และยกระดับค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า
6. การเมืองโปร่งใส เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน ลดขั้นตอนราชการ และเน้นงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้