หลังการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สิ้นสุดลง สิ่งที่ถูกจับตามองต่อจากนี้ คือสมรภูมิการเมืองภายในสภา กทม. โดยเฉพาะตำแหน่ง “ประธานสภากรุงเทพมหานคร” ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานของสภา ที่มีงบประมาณบริหารจัดการเกือบแสนล้านบาท
เปิดเกมชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม.
เกมการต่อรองเริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้น โดย พรรคประชาชน ซึ่งมีเสียง ส.ก.ในมือ 22 เสียง ต้องการอีกเพียง 4 เสียง เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของสภาที่ 26 เสียง
“ค่ายสีส้ม” เดินเกมรวดเร็ว ประกาศตัวแคนดิเดตประธานสภา กทม. คือ ส.ก.เนอส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย พร้อมระบุว่ามี ส.ก.อีก 4 คนที่ตกลงร่วมกันแล้ว โดยคาดว่า 2 ใน 4 เสียงมาจากกลุ่ม Better Bangkok นำโดย ส.ก.จอห์น สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา แห่งเขตลาดกระบัง ซึ่งเคยมีบทบาทแตกหักกับเพื่อไทยในช่วงการต่อรองตำแหน่งประธานสภารอบก่อน
กลุ่มคนทำงาน-เครือขั้วผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงสนามเต็มตัว
อีกฝั่งหนึ่งคือ “กลุ่มคนทำงาน” ซึ่งมีอยู่ราว 11 เสียง และถูกมองว่าได้รับแรงสนับสนุนจาก “อากง” หรือเครือข่ายการเมืองเบื้องหลัง โดยมีเป้าหมายต้องการให้เป็นกำลังสำคัญของผู้ว่าฯ ชัชชาติในการขับเคลื่อนงานผ่านสภา
กลุ่มนี้มองเห็นบทเรียนจาก 4 ปีที่ผ่านมา ว่าหากไม่มีเสียงคุมเกมในสภา อาจถูกต่อรองและกดดันทางการเมืองได้ง่าย จึงเดินหน้ารวมเสียงจากหลายกลุ่ม ทั้ง พรรคเพื่อไทย 4 เสียง, พรรคประชาธิปัตย์ 8 เสียง และ ส.ก.อิสระอีก 3 เสียง
หากสามารถดึงกลุ่ม Better Bangkok กลับมาได้อีก 2 เสียง จะทำให้มีรวมถึง 28 เสียง และสามารถยึดตำแหน่งประธานสภาได้สำเร็จ โดยมีการวางตัว ส.ก.บางรัก วิพุธ ศรีวะอุไร อดีตนักบิน และอดีตประธานสภากรุงเทพมหานครในช่วงปลายสมัยที่ผ่านมา เป็นตัวแทนลงชิงเก้าอี้
ประชาธิปัตย์ ตัวแปรสำคัญชี้ขาดเกมอำนาจ
ท่ามกลางสองขั้วหลักที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด กลับมี “ตัวแปรสำคัญ” อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี 8 เสียงในมือ และพร้อมใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรอง
รายงานระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เดินเกมเชิงยุทธศาสตร์ เสนอเงื่อนไขกับทั้งสองฝั่งว่า หากต้องการเสียงสนับสนุน จะต้องแลกกับตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยมีการวางตัว ส.ก.วิรัช คงคาเขตร อดีต ส.ก. 5 สมัยจากเขตบางกอกใหญ่ เป็นตัวแทนในสมการอำนาจครั้งนี้
เกมสุดท้ายวัดพลังต่อรอง
สุดท้ายแล้ว ศึกชิงประธานสภา กทม. ครั้งนี้ จึงเหลือการแข่งขันหลักระหว่าง “พรรคประชาชน” และ “กลุ่มคนทำงาน” ที่ต่างพยายามรวบรวมเสียงให้ได้มากที่สุด ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแปรสำคัญ ยังคงเป็นกุญแจชี้ขาดว่า เก้าอี้ประธานสภาจะอยู่ในมือฝ่ายใด หรือจะกลายเป็น “ดีลจบที่ตาอยู่” หากการเจรจาของสองขั้วหลักไม่สำเร็จในที่สุด